ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569 หรือ PDP 2026 นำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลับเข้าสู่แผนพัฒนาพลังงานของไทยอีกครั้ง ในรูปของ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมนำร่องโรงแรกขนาด 300 เมกะวัตต์ ขณะที่แผนดังกล่าวยังอยู่ระหว่างรอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยคิดเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2509 เมื่อไทยเคยวางแผนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 600 เมกะวัตต์ที่จังหวัดชลบุรี แต่แผนถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนดหลังมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย
ครั้งที่สองอยู่ใน PDP 2007 ซึ่งวางแผนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง โรงละ 1,000 เมกะวัตต์ แต่โครงการถูกเลื่อนอีกครั้งหลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะในปี 2554 และหายไปจาก PDP 2018
ความแตกต่างสำคัญของครั้งนี้คือ ประเทศไทยมีกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลที่พร้อมกว่าเดิมมาก ทั้ง พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และข้อตกลงการควบคุมดูแลการประกอบกิจการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียเพื่อการผลิตพลังงานระหว่างคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในปี 2567
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยจะมี SMR หรือไม่ แต่รวมถึงว่า หากจะมี ประเทศไทยจะกำกับดูแลเทคโนโลยีนี้อย่างไร
*ทำความรู้จัก SMR
SMR คือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่มีกำลังผลิตไม่เกินประมาณ 300 เมกะวัตต์ต่อหน่วย หรือราวหนึ่งในสามของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ชื่อของเทคโนโลยีนี้สะท้อนลักษณะสำคัญสามประการ
- Small มีขนาดทางกายภาพเล็กกว่าเครื่องปฏิกรณ์ทั่วไปมาก
- Modular สามารถผลิตชิ้นส่วนและประกอบในโรงงาน ก่อนขนส่งไปติดตั้ง และเพิ่มกำลังผลิตทีละโมดูลได้
- Reactor ใช้ปฏิกิริยาฟิชชันผลิตความร้อนเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไป
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ SMR กลับมาได้รับความสนใจในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ นิวเคลียร์เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าโดยตรง จึงมีบทบาทในการช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เทคโนโลยี SMR อาจแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็นสองกลุ่ม
- กลุ่มแรกคือ แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (Light Water Reactor) ซึ่งต่อยอดจากเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก
- อีกกลุ่มคือเทคโนโลยีรุ่นใหม่ หรือ Generation IV เช่น แบบระบายความร้อนด้วยก๊าซอุณหภูมิสูง แบบเกลือหลอมเหลว และไมโครรีแอคเตอร์
การศึกษาของ กฟผ. ร่วมกับ U.S. Trade and Development Agency (USTDA) พิจารณาเทคโนโลยีครอบคลุมทั้งสองกลุ่ม รวม 7 แบบ
*ในมุมของการกำกับดูแล คุณลักษณะเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าที่เห็น
SMR หลายแบบใช้ระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ ซึ่งอาจทำให้เขตวางแผนฉุกเฉินมีขนาดเล็กลง การผลิตและประกอบในโรงงานทำให้การตรวจสอบบางส่วนย้ายจากพื้นที่ก่อสร้างไปอยู่ที่โรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศ และการสร้างโรงไฟฟ้าแบบเพิ่มทีละโมดูลทำให้เกิดคำถามว่า หนึ่งใบอนุญาตจะครอบคลุมได้กี่โมดูล
กฎระเบียบที่เดิมออกแบบมาสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่จึงอาจไม่สามารถนำมาใช้กับ SMR ได้โดยอัตโนมัติในทุกเรื่อง
*กฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน
กรอบกำกับดูแล SMR ของประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่กระจายอยู่ในกฎหมายและหน่วยงานหลายแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งรับผิดชอบคนละส่วนของโครงการ
- คณะกรรมการนโยบายพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติ (พนส.) มีบทบาทกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ และได้เห็นชอบกรอบนโยบายกำกับดูแล SMR แล้วในการประชุมครั้งที่ 2/2569
- คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี มีบทบาทผ่านแผน PDP และนโยบายอัตราค่าไฟฟ้า รวมถึงการกำหนดว่าจะมี SMR จำนวนเท่าใด เมื่อใด และกำหนดนโยบายด้านค่าไฟฟ้าที่ กกพ. ต้องยึดถือ
- ด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์อยู่ภายใต้ คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2562 และกฎกระทรวงการอนุญาตสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ พ.ศ. 2563 กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมใบอนุญาตสถานที่ตั้ง การก่อสร้าง การดำเนินการ และการเลิกดำเนินการ ตลอดจนการกำกับด้าน Safety, Security และ Safeguards รวมถึงแผนฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี
- ในอีกด้านหนึ่ง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และสำนักงาน กกพ. มีอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ดูแลใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน อัตราค่าไฟฟ้า การเชื่อมต่อโครงข่ายตามมาตรา 81 และหลักเกณฑ์การสั่งเดินเครื่อง
- สำหรับ กฟผ. นอกจากจะเป็นผู้พัฒนาโรง SMR แห่งแรกตามแผนแล้ว ยังมีบทบาทในฐานะผู้ควบคุมระบบไฟฟ้า (System Operator) ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511
- ส่วนมิติด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ภายใต้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งครอบคลุมรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
กลไกสำคัญที่เชื่อมผู้กำกับดูแลหลักสองหน่วยงานเข้าด้วยกันคือ ข้อตกลงการควบคุมดูแลการประกอบกิจการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ฯ พ.ศ. 2567 ซึ่งแบ่งให้ ปส. ดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ขณะที่ กกพ. ดูแลความมั่นคงทางพลังงานและโครงข่าย พร้อมทั้งกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการร่วม มาตรการ Cyber Security และการตรวจสอบร่วมเมื่อมีข้อร้องเรียน
ด้านการลงทุนเองก็มีกรอบรองรับแล้วบางส่วน กฎหมายทั้งสองฉบับไม่ได้จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ แต่กรรมการผู้มีอำนาจต้องมีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ขณะที่การถือครองที่ดินยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามประมวลกฎหมายที่ดิน และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ยังไม่อยู่ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก Board of Investment (BOI)
*แล้วไทยควรกำกับ SMR อย่างไร
แต่ละมิติของการกำกับดูแลมีทางเลือกได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ ทางเลือกที่เหมาะสมกับประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับทั้งระดับของกฎหมายที่ต้องแก้ไข และการตัดสินใจว่าจะจัดสรรความเสี่ยงระหว่างรัฐ ผู้พัฒนาโครงการ และผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างไร
1. ใบอนุญาต: แยกหลายขั้นตอน หรือรวมไว้ในใบเดียว
กฎหมายไทยปัจจุบันใช้ระบบใบอนุญาตหลายขั้นตอน ตั้งแต่สถานที่ตั้ง การก่อสร้าง การดำเนินการ ไปจนถึงการเลิกดำเนินการ และยังต้องดำเนินการควบคู่กับใบอนุญาตของ กกพ.
ทางเลือกหนึ่งคือ คงระบบหลายขั้นตอนเดิม แต่จัดทำแผนผังการอนุญาตร่วมกัน โดยให้ ปส. และ กกพ. ออกแนวปฏิบัติร่วม กำหนดลำดับ ระยะเวลา และเอกสารที่สามารถใช้ร่วมกันได้ แนวทางนี้สามารถดำเนินการได้ทันทีภายใต้ข้อตกลงปี 2567 โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย
อีกทางเลือกคือ ใบอนุญาตรวม (Combined License) ในลักษณะเดียวกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมการอนุญาตก่อสร้างและดำเนินการไว้ในใบเดียว ช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้พัฒนาจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าเสร็จแล้วแต่ไม่ได้รับใบอนุญาตดำเนินการ อย่างไรก็ดี แนวทางนี้จำเป็นต้องแก้ไขพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติฯ
อีกประเด็นหนึ่งคือ การใช้ผลการประเมินแบบจากผู้กำกับดูแลต่างประเทศ ผ่านกระบวนการทบทวนแบบก่อนยื่นคำขอ หรือ Pre-licensing Design Review เช่นเดียวกับแนวทางที่แคนาดาใช้ รวมถึงแนวทางประสานมาตรฐานของ International Atomic Energy Agency (IAEA) ซึ่งเหมาะกับประเทศไทยในฐานะประเทศที่จะนำเข้าเทคโนโลยีทั้งหมด แต่ ปส. ยังคงต้องมีอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
นอกจากนี้ ยังต้องกำหนดให้ชัดเจนเรื่อง ใบอนุญาตสำหรับหลายโมดูล ว่าการเพิ่มโมดูลใหม่ในพื้นที่เดิมจะต้องขอใบอนุญาตใหม่ หรือสามารถแก้ไขใบอนุญาตเดิมได้
2. อัตราค่าไฟและการจัดสรรความเสี่ยงด้านต้นทุน
สำนักงาน กกพ. ระบุว่าจะใช้หลัก Revenue Cap เดิม กล่าวคือ ต้นทุนบวกผลตอบแทนบนสินทรัพย์ หรือ Regulated Asset WACC
อย่างไรก็ดี SMR เป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีต้นทุนจำนวนมากกระจุกอยู่ในช่วงต้นของโครงการ โดยเอกสารรับฟังความคิดเห็นร่าง PDP 2026 ระบุเงินลงทุนประมาณ 202,164 บาทต่อกิโลวัตต์
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ใครจะเป็นผู้รับความเสี่ยงในช่วงก่อสร้าง
หากใช้รูปแบบ Revenue Cap หรือ Cost-plus และให้ กฟผ. เป็นเจ้าของ ความเสี่ยงในการก่อสร้างจะตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้าผ่านค่าไฟฟ้า รูปแบบนี้พบในรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของหลายประเทศ และมีความเข้ากันได้สูงกับกรอบกำกับของ กกพ. ในปัจจุบัน
อีกทางเลือกคือ Regulated Asset Base (RAB) ซึ่งแบ่งความเสี่ยงระหว่างผู้ลงทุนกับผู้ใช้ไฟ และเปิดให้เริ่มคืนทุนได้ตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง ตัวอย่างคือโครงการ Sizewell C ในสหราชอาณาจักร สำหรับประเทศไทย แนวทางนี้มีความเป็นไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องมีหลักเกณฑ์เฉพาะของ กกพ. และอาจต้องมีกฎหมายรองรับ
รูปแบบ Contract for Difference (CfD) ซึ่งใช้กับโครงการ Hinkley Point C ในสหราชอาณาจักร จะให้ผู้พัฒนาเป็นผู้รับความเสี่ยงหลัก และมีลักษณะใกล้เคียงกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่ประเทศไทยมีความคุ้นเคย
อีกแนวทางคือ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับเอกชนในรูปแบบ Independent Power Producer (IPP) ซึ่งพบในหลายประเทศในตะวันออกกลาง โดยผู้พัฒนารับความเสี่ยงและอาจส่งผ่านบางส่วนไปยังค่าไฟฟ้า แนวทางนี้มีความเป็นไปได้เช่นกัน แต่ต้องเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วม ขณะที่ร่าง PDP ปัจจุบันยังให้ กฟผ. เป็นผู้พัฒนาหลัก
ไม่ว่าจะเลือกรูปแบบใด ประเทศไทยจำเป็นต้องตัดสินใจล่วงหน้าในเรื่อง WACC ที่สะท้อนความเสี่ยงของเทคโนโลยีใหม่ เกณฑ์การรับต้นทุนที่บานปลาย และความสอดคล้องกับเพดานค่าไฟเฉลี่ยไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วยตามร่าง PDP 2026
3. โครงข่ายและการสั่งเดินเครื่อง
มาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงานฯ รับรองสิทธิในการเชื่อมต่อโครงข่ายไว้อยู่แล้ว ความท้าทายจึงอยู่ที่รายละเอียดทางเทคนิคและลำดับการสั่งเดินเครื่อง
ในส่วนของ Grid Code อาจต้องเพิ่มหมวดเฉพาะสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เช่น การมีไฟฟ้าสำรองจากโครงข่ายเพื่อรองรับระบบระบายความร้อน และโปรโตคอลการประสานงานกับศูนย์ควบคุมระบบที่เข้มกว่าที่ใช้กับโรงไฟฟ้า IPP และ SPP ทั่วไป
สำหรับ สถานะการสั่งเดินเครื่อง ประกาศ กกพ. พ.ศ. 2564 แบ่งลำดับเป็น Safety & Environment, Must Run, Must Take/Minimum Take และ Merit Order
สำนักงาน กกพ. เห็นว่า SMR อาจไม่สามารถเดินเครื่องตาม Merit Order ได้ ทางเลือกจึงอาจเป็นการจัด SMR ให้อยู่ในกลุ่ม Must Run ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของระบบ หรือเป็น Must Take ตามสัญญา หรืออาจสร้างหมวดใหม่สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยเฉพาะ ซึ่งจะให้ความชัดเจนมากที่สุด
อีกประเด็นคือ ความยืดหยุ่นในการผลิต หรือ Load Following เพราะ SMR บางแบบสามารถปรับกำลังผลิตได้ หากกำหนดให้มีความสามารถดังกล่าว ก็จะช่วยลดการเบียดพลังงานหมุนเวียนในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ
4. การรื้อถอนและการจัดการกาก
แม้พลังงานนิวเคลียร์จะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ แต่การพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต้องมองตลอดวงจรชีวิตของโครงการ ตั้งแต่ความปลอดภัยในการเดินเครื่อง การจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากกัมมันตรังสี ไปจนถึงการรื้อถอนโรงไฟฟ้าเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน
โดยเฉพาะการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากกัมมันตรังสี ซึ่งต้องมีระบบจัดเก็บและควบคุมที่ปลอดภัยในระยะยาว รวมถึงต้องมีความชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายจะมาจากแหล่งใด และรัฐจะกำกับดูแลอย่างไร เพื่อไม่ให้ภาระดังกล่าวตกทอดไปยังรัฐหรือประชาชนในอนาคต
ต้นทุนการรื้อถอนโรงไฟฟ้าและการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วเป็นต้นทุนที่จะเกิดขึ้นหลังโรงไฟฟ้าหมดอายุไปอีกหลายสิบปี แนวทางที่ใช้กันทั่วไปคือการจัดตั้ง กองทุนที่แยกออกจากผู้ประกอบการ (Segregated Fund) และสะสมเงินจากค่าไฟฟ้าตลอดอายุของโรงไฟฟ้า เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับรองรับภาระดังกล่าวเมื่อถึงเวลา
ประเทศไทยจึงต้องตัดสินใจตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการว่า กองทุนดังกล่าวจะจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายใด ใครเป็นผู้บริหารกองทุน ผู้ประกอบการต้องนำส่งเงินในอัตราเท่าใด และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะอนุญาตให้ส่งผ่านเงินสะสมดังกล่าวไปในค่าไฟฟ้าอย่างไร
ประเด็นเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการประเมินว่า SMR จะสามารถเป็นพลังงานคาร์บอนต่ำที่มีความยั่งยืนได้จริงเพียงใด เพราะความยั่งยืนไม่ได้วัดเฉพาะการปล่อยคาร์บอนในวันที่โรงไฟฟ้าเดินเครื่อง แต่ต้องรวมถึงการจัดการความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดอายุของโครงการด้วย
5. ความรับผิดและการมีส่วนร่วมของประชาชน
สำหรับโครงการพลังงานนิวเคลียร์ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน ควบคู่กันไป
การยอมรับของสาธารณะเป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทยมาโดยตลอด กระบวนการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาและคัดเลือกพื้นที่ ไม่ใช่เริ่มหลังจากมีการตัดสินใจเลือกพื้นที่ไปแล้ว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูล เข้าใจความเสี่ยง และมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่างแท้จริง
อีกประเด็นที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ คือ ใครจะรับผิดชอบหากเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ และผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับการเยียวยาอย่างไร ระบบความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์จึงต้องกำหนดทั้งขอบเขตความรับผิด วงเงินประกันหรือหลักประกันทางการเงิน และกลไกการชดเชยความเสียหายให้ชัดเจน
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายภายในกับ อนุสัญญาระหว่างประเทศด้านความรับผิดทางนิวเคลียร์ เพราะประเด็นเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการประเมินความเสี่ยงของผู้ขายเทคโนโลยี นักลงทุน บริษัทประกัน และผู้ให้กู้
ในมุมของ ESG เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชุมชน แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Social และ Governance ที่จะกำหนดว่าการพัฒนา SMR สามารถดำเนินไปอย่างโปร่งใส มีความรับผิด และได้รับการยอมรับจากสังคมได้หรือไม่
SMR อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำได้อย่างต่อเนื่อง แต่ความยั่งยืนของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของกฎหมาย ระบบกำกับดูแล ความปลอดภัย การจัดการกากและการรื้อถอน ตลอดจนความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ครั้งนี้ ประเทศไทยมีฐานกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลพร้อมกว่าสองครั้งที่ผ่านมาอย่างชัดเจน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า SMR จะถูกบรรจุอยู่ในแผนพลังงานหรือไม่ แต่คือ ประเทศไทยจะสามารถวางกติกาที่ทำให้ SMR เป็นพลังงานคาร์บอนต่ำที่ปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และได้รับการยอมรับจากสังคมได้หรือไม่
โดย ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ