ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์แกว่งตัวในกรอบแคบในวันนี้ (13 ต.ค.) ท่ามกลางการจับตาผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ขณะที่แรงขายหุ้นกลุ่มชิปส่งผลกดดันต่อดัชนี Nasdaq ฟิวเจอร์
ณ เวลา 17.49 น. ตามเวลาไทย
- ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก 74 จุด หรือ +0.14% สู่ระดับ 52,184 จุด
- ดัชนี S&P 500 ฟิวเจอร์ลบ 8.75 จุด หรือ -0.11% สู่ระดับ 7,849.25 จุด
- ดัชนี Nasdaq 100 ฟิวเจอร์ลบ 176.00 จุด หรือ -0.57% สู่ระดับ 30,722.25 จุด
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทได้รับแรงหนุนในช่วงที่ผ่านมา จากความหวังว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะออกมาแข็งแกร่ง แม้ว่าตลาดจะยังคงเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น และความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อก็ตาม
ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง JPMorgan Chase, Wells Fargo, Goldman Sachs และ Citigroup มีกำหนดเปิดเผยผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3 ก่อนเปิดตลาดวันนี้ ส่งผลให้ราคาหุ้นของกลุ่มธนาคารดังกล่าวขยับขึ้นราว 0.4%-1.4% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด
ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ระบุว่า บริษัทในดัชนี S&P 500 [SP500.X] มีแนวโน้มรายงานกำไรเติบโต 30.6% ในไตรมาสก.ค.-ก.ย. โดยคาดว่ากลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มพลังงานจะเป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวของกำไรสูงที่สุด
อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปของสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงเทขายต่อเนื่องจากเมื่อวันจันทร์ (12 ต.ค.) โดยหุ้น Nvidia ย่อตัวลง 0.5% ขณะที่หุ้น AMD และ Marvell Technology ปรับตัวลดลง 1.2% และ 2.4% ตามลำดับ
ส่วนหุ้น Micron Technology ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ร่วงลง 2.8% ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ทั้ง Western Digital, Seagate และ Sandisk ต่างดิ่งลงระหว่าง 3.5%-4.5%
นิค พัคคริน นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนและผู้ก่อตั้ง Coin Bureau ระบุว่า ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ ความเสี่ยงด้านการแข่งขันจากบริษัท CXMT ของจีน โดยอ้างถึงรายงานข่าวเกี่ยวกับความก้าวหน้าของยักษ์ใหญ่ผลิตชิปหน่วยความจำสัญชาติจีนรายนี้
CXMT กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Samsung และ SK Hynix ซึ่งที่ผ่านมาสามารถกอบโกยกำไรมหาศาลจากทั้งภาวะสินค้าตึงตัวและความต้องการซื้อที่ล้นหลาม นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ดิ่งลงอย่างรุนแรง และแน่นอนว่าบรรดาผู้ผลิตชิปของสหรัฐฯ เองก็คงหนีผลกระทบนี้ไม่พ้นเช่นกัน พัคครินกล่าว
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต