นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เพิ่มเป็น 2.1% ว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เชื่อว่าประเทศไทยสามารถทำได้ดีกว่านี้ โดยปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านใช้นโยบายด้านการลงทุนเป็นตัวนำ (Investment-Led Growth) ในการช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาได้เป็นอย่างดี
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับนโยบายในการสนับสนุนด้านการลงทุน 2 เรื่องที่สำคัญ ที่จะช่วยทำให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ดีขึ้น คือ 1. การเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนกับการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจประเทศ ผ่านการดึงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในการยกระดับทักษะของคนไทยให้เก่งขึ้น ทำให้คนไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น
2. การเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนเข้ากับการดึงผู้ประกอบการ SMEs เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงที่ผ่านมา แต่วันนี้จะเน้นไปที่อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร การบริการทางการแพทย์ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นจุดขายสำคัญของไทยที่ได้มีการนำเสนอผ่านการประชุม IMF-World Bank Group 2026
วันนี้ ที่ IMF ปรับ GDP ของไทยเพิ่มขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่คิดว่าเรายังสามารถทำได้ดีกว่านี้ ผ่านการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในมิติต่าง ๆ เข้ากับการเชื่อมโยงนโยบายการลงทุนที่จะมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งผมมั่นใจว่าวันนี้ถ้าเราดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบนี้ต่อเนื่องไป จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยจะต้องขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% พลัส เป็นตัวเลขที่จะพยายามทำให้ได้เห็นเร็วที่สุด นายเอกนิติ ระบุ
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน