In Focusดีลน้ำมันสหรัฐฯรัสเซีย ทรัมป์หว่านพืชหวังผลการเมืองหรือสันติภาพ?

ข่าวต่างประเทศ Wednesday October 14, 2026 13:24 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดทางให้รัสเซียส่งออกน้ำมันดีเซล พร้อมกดดันให้ยูเครนยุติการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ทำให้เกิดคำถามถึงเป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐฯ ท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี ข้อตกลงนี้อาจเป็นความพยายามใช้ผลประโยชน์ด้านพลังงานดึงรัสเซียกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือเป็นการตัดสินใจที่มุ่งบรรเทาราคาพลังงานและสร้างผลงานทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย.นี้

แม้การผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการส่งออกเชื้อเพลิงอาจช่วยเพิ่มอุปทานในตลาด แต่ยังมีคำถามว่าปริมาณน้ำมันที่ตกลงกันมากพอที่จะกดราคาพลังงานลงได้จริงหรือไม่ ขณะเดียวกัน การลดแรงกดดันต่อรัสเซียและการเรียกร้องให้ยูเครนจำกัดปฏิบัติการทางทหารอาจกระทบอำนาจต่อรองของแต่ละฝ่าย รวมถึงความเป็นเอกภาพของพันธมิตรตะวันตก

In Focus สัปดาห์นี้ จะพาไปสำรวจว่า ดีลน้ำมันสหรัฐฯรัสเซียเป็นก้าวสำคัญสู่การยุติสงคราม หรือเป็นการเดิมพันทางการเมืองของทรัมป์ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม และท้ายที่สุด ใครจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้มากที่สุด

ดีลน้ำมันกับเดิมพันทางการเมืองของทรัมป์

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ทรัมป์ประกาศว่า รัสเซียตกลงจัดส่งน้ำมันดีเซลมากกว่า 300,000 ตันเข้าสู่ตลาดโลก ตามด้วยอีก 500,000 ตันในเดือนพ.ย. และอีก 1 ล้านตันในทันทีหลังจากนั้น เพื่อเพิ่มอุปทานและบรรเทาแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกใบอนุญาตชั่วคราวเพื่อผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันดีเซลจากรัสเซียสู่ตลาดโลก โดยใบอนุญาตมีผลจนถึงวันที่ 7 เม.ย. 2570 ขณะที่ทรัมป์ชี้แจงในเวลาต่อมาว่า น้ำมันดีเซลดังกล่าวจะถูกปล่อยเข้าสู่ตลาดโลก ไม่ได้จัดส่งให้สหรัฐฯ โดยเฉพาะ

การประกาศข้อตกลงเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งพรรครีพับลิกันเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ขณะที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยลดราคาน้ำมันดีเซลได้อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ เนื่องจากปริมาณที่ประกาศไว้ยังน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการใช้น้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ อีกทั้งราคาพลังงานยังได้รับผลกระทบจากสงครามในอิหร่านและข้อจำกัดด้านอุปทานในตลาดโลกด้วย

นั่นทำให้เกิดคำถามว่า การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียจะช่วยผู้บริโภคชาวอเมริกันได้มากเพียงใด เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่รัสเซียจะได้รับจากการส่งออกเชื้อเพลิงได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะหากข้อตกลงไม่สามารถทำให้ราคาพลังงานลดลงได้ทันก่อนการเลือกตั้ง

ข้อตกลงดังกล่าวยังถูกวิจารณ์จากสมาชิกสภาคองเกรสทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต โดยมองว่าการเปิดทางให้รัสเซียส่งออกเชื้อเพลิงขัดแย้งกับแนวนโยบายที่มุ่งจำกัดรายได้ของรัสเซียเพื่อลดขีดความสามารถในการทำสงครามกับยูเครน

วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคได้ส่งจดหมายถึงทรัมป์ โดยระบุว่าข้อตกลงกับรัสเซียเป็นการมอบของขวัญให้แก่ฝ่ายตรงข้ามและเป็นการทรยศต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ พร้อมแสดงความเห็นว่า ข้อตกลงที่ทรัมป์ทำกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย จะไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน

แม้ดีลน้ำมันสหรัฐฯรัสเซียอาจช่วยเพิ่มอุปทานและบรรเทาแรงกดดันต่อราคาดีเซลในตลาดโลก แต่ผลกระทบอาจมีจำกัดเมื่อเทียบกับปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงที่เกิดจากสงครามและข้อจำกัดด้านการขนส่ง นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยว่าปริมาณน้ำมันที่รัสเซียตกลงส่งมอบจะมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงราคาได้อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อโรงกลั่นของรัสเซียบางส่วนได้รับความเสียหายจากการโจมตี และยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับปริมาณที่สามารถส่งออกได้จริง

ดังนั้น แม้การเปิดทางให้รัสเซียส่งออกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอาจช่วยลดแรงกดดันด้านราคาได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันว่าราคาดีเซลทั่วโลกจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะทิศทางราคายังขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงคราม อุปทานจากแหล่งอื่น และความสามารถในการขนส่งเชื้อเพลิงไปยังตลาดปลายทางด้วย

เมื่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ ตกไปอยู่กับยูเครน

นอกจากเปิดทางให้รัสเซียส่งออกเชื้อเพลิงแล้ว ทรัมป์ยังเรียกร้องให้ยูเครนหยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย พร้อมวิจารณ์โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนอย่างเปิดเผย โดยกล่าวว่ายูเครนควรมีผู้นำคนใหม่ที่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐฯ ขู่ระงับการจัดหาอาวุธผ่านกลไกที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร รวมถึงการแบ่งปันข่าวกรอง หากยูเครนยังคงโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย

หากสหรัฐฯ ใช้แรงกดดันดังกล่าวจริง ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำให้ยูเครนลดเป้าหมายการโจมตี เพราะยูเครนยังต้องพึ่งพาข่าวกรองและอาวุธจากสหรัฐฯ ในการวางแผนปฏิบัติการทางทหารและป้องกันประเทศจากการโจมตีของรัสเซีย

การเรียกร้องให้ยูเครนหยุดโจมตีฝ่ายเดียว ขณะที่รัสเซียยังคงโจมตีระบบพลังงานของยูเครน อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลในสนามรบและลดอำนาจต่อรองของรัฐบาลเซเลนสกีในการเจรจาสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม การจำกัดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก็อาจช่วยลดความเสียหายต่อพลเรือนและเปิดทางให้การเจรจาคืบหน้าได้ หากทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเท่าเทียมกัน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่เงื่อนไขของข้อตกลงและการปฏิบัติจริง มากกว่าการประกาศหยุดโจมตีเพียงอย่างเดียว

ข้อตกลงหยุดโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานไม่ชัดเจน

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social ว่า รัสเซียและยูเครนตกลงหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยมีผลทันที แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขต เงื่อนไข หรือกลไกตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลง

ต่อมา ยูเครนรายงานว่ารัสเซียยังคงโจมตีสถานที่ด้านพลังงานหลายแห่ง รวมถึงโรงไฟฟ้าในเมืองคาร์คิฟ ขณะที่ทรัมป์ยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงแล้ว แต่ยอมรับว่าจำเป็นต้องตรวจสอบรายงานเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลง

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของข้อตกลงหยุดโจมตีที่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนและขาดกลไกติดตามที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน หากไม่มีการกำหนดเป้าหมายที่ห้ามโจมตี ระยะเวลาของข้อตกลง และวิธีตรวจสอบการละเมิดข้อตกลง การประกาศหยุดยิงก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในสนามรบได้จริง

นอกจากนี้ หากแต่ละฝ่ายยังตีความข้อตกลงไม่ตรงกัน ก็อาจเกิดข้อกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ละเมิดก่อน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงที่ความพยายามทางการทูตจะสะดุดลง

รัสเซียได้ประโยชน์อะไรจากดีลนี้

สำหรับรัฐบาลรัสเซีย การกลับมาส่งออกเชื้อเพลิงภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนคลายลงอาจช่วยเพิ่มรายได้ แม้ปริมาณการส่งออกตามข้อตกลงที่ประกาศจะยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม

แต่ผลประโยชน์ที่สำคัญอาจอยู่ในเชิงการเมืองด้วย เพราะการที่สหรัฐฯ เปิดช่องทางทำข้อตกลงกับรัสเซียในช่วงที่สงครามยังดำเนินอยู่ อาจช่วยลดแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร และเพิ่มความท้าทายในการรักษาแนวร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปเพื่อกดดันรัสเซีย

ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์อาจมองว่าการเสนอผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือดึงรัสเซียกลับเข้าสู่การเจรจา โดยผู้แทนสหรัฐฯ ระบุในการหารือกับยูเครนว่า ดีลเชื้อเพลิงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามรื้อฟื้นการเจรจาเพื่อยุติสงคราม หลังความพยายามก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำให้การเจรจาเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวมีความเสี่ยง หากรัสเซียได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปก่อน แต่ไม่ได้ตอบแทนด้วยการลดการโจมตีหรือยอมรับเงื่อนไขสันติภาพที่เป็นรูปธรรม สหรัฐฯ อาจสูญเสียอำนาจต่อรองจากมาตรการคว่ำบาตร โดยที่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการยุติสงครามได้

ดังนั้น ผลลัพธ์ของดีลนี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันที่รัสเซียส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าการเปิดช่องทางทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการทหารที่จับต้องได้หรือไม่

ยุโรปเผชิญโจทย์ยากในการรักษาแนวร่วม

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ทำให้ยุโรปต้องเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น เนื่องจากประเทศในยุโรปต้องการรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้แรงกดดันต่อรัสเซียลดลงจนทำให้ยูเครนเสียเปรียบ

การที่สหภาพยุโรปเดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติมในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นว่าพันธมิตรตะวันตกไม่ได้มีแนวทางตอบสนองต่อรัสเซียเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด

หากความแตกต่างระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปขยายวงกว้างขึ้น ยูเครนอาจต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากยุโรปมากขึ้น ทั้งด้านการเงิน อาวุธ และหลักประกันความมั่นคง อย่างไรก็ตาม ยุโรปเองก็ต้องประเมินว่ามีทรัพยากรและขีดความสามารถเพียงพอที่จะชดเชยการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ได้มากน้อยเพียงใด

ความเห็นต่างระหว่างพันธมิตรจึงเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา เพราะหากแต่ละฝ่ายดำเนินนโยบายต่อรัสเซียไปคนละทิศทาง ก็อาจทำให้การกดดันรัสเซียและการประสานความช่วยเหลือแก่ยูเครนทำได้ยากขึ้น

คำถามสำคัญ ดีลพลังงานจะนำไปสู่สันติภาพได้หรือไม่

ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่ารัสเซียจะส่งออกน้ำมันดีเซลได้มากเท่าใด หรือสหรัฐฯ จะสามารถลดราคาพลังงานภายในประเทศได้สำเร็จหรือไม่ แต่คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การลดความรุนแรงในสนามรบและความคืบหน้าในการเจรจาได้หรือไม่

ตัวชี้วัดสำคัญได้แก่ การที่รัสเซียและยูเครนหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม การกำหนดกลไกตรวจสอบข้อตกลง การกลับมาเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย ตลอดจนความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรและหลักประกันความมั่นคงของยูเครน

หากดีลพลังงานช่วยเปิดทางให้เกิดการเจรจาที่มีเงื่อนไขชัดเจนและมีการปฏิบัติตามได้จริง ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการลดความรุนแรงลงได้ แต่หากรัสเซียได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในสนามรบ ขณะที่ยูเครนถูกกดดันให้จำกัดความสามารถในการตอบโต้ ข้อตกลงดังกล่าวก็อาจเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างคู่สงครามโดยไม่ได้นำไปสู่สันติภาพ

สำหรับทรัมป์นั้น ความท้าทายของเขาคือการพิสูจน์ว่าการเปิดช่องทางทางเศรษฐกิจกับรัสเซียสามารถเปลี่ยนเป็นอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจาได้จริง โดยไม่ทำให้ยูเครนและพันธมิตรตะวันตกสูญเสียความเชื่อมั่นไปเสียก่อน ขณะเดียวกัน หากดีลนี้ไม่สามารถช่วยลดราคาพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย. ผลประโยชน์ทางการเมืองที่รัฐบาลสหรัฐฯ คาดหวังก็อาจไม่เกิดขึ้นตามเป้าหมาย

ท้ายที่สุด ดีลน้ำมันสหรัฐฯรัสเซียจึงเป็นมากกว่าข้อตกลงด้านพลังงาน เพราะเกี่ยวพันทั้งการเมืองภายในสหรัฐฯ ความพยายามยุติสงครามยูเครน และความเป็นเอกภาพของพันธมิตรตะวันตก การเปิดทางให้รัสเซียส่งออกเชื้อเพลิงอาจช่วยเพิ่มอุปทานและสร้างช่องทางสำหรับการเจรจา แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับว่ารัสเซียจะยอมลดการโจมตีและเข้าสู่กระบวนการสันติภาพอย่างจริงจังหรือไม่ สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงปริมาณน้ำมันดีเซลที่รัสเซียจะส่งออกหรือทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในสนามรบและบนโต๊ะเจรจา เพราะท้ายที่สุด ดีลนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพ หรือเป็นเพียงการเดิมพันทางเศรษฐกิจและการเมืองของทรัมป์ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายได้รับจะนำไปสู่การลดความขัดแย้งได้จริงหรือไม่

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ