ส.อ.ท. เผยพิษน้ำท่วมปี 69 เสียหาย 6-7 พันลบ. อุตฯ อาหารเครื่องดื่มและเกษตรหนักสุด ห่วงลามภาคใต้

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday October 14, 2026 14:06 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ส.อ.ท. ชี้อุทกภัยกระทบอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ประเมินความเสียหายสมาชิกกว่า 6,000-7,000 ล้านบาท เสนอ 4 มาตรการเร่งฟื้นฟู และยกระดับแผนรับมือ

นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ส.อ.ท. เผยสถานการณ์อุทกภัยปี 69 ส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ โดยจากการสำรวจสมาชิกใน 14 จังหวัด พบผู้ประกอบการได้รับผลกระทบกว่า 2,000 ราย ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 6,000-7,000 ล้านบาท ครอบคลุมเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง การผลิต และโลจิสติกส์

*จับตาภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักระยะถัดไป

สำหรับสถานการณ์ระยะถัดไป กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายอากาศระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 69 ว่าภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนฟ้าคะนอง 60-70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 12-13 และ 17-18 ต.ค. ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนอง 40-60% ของพื้นที่ตลอดช่วง

โดยพื้นที่ที่ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา นราธิวาส รวมถึงจังหวัดฝั่งอันดามัน ได้แก่ พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ส่วนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา และสุราษฎร์ธานี ต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านการระบายน้ำ การปกป้องทรัพย์สิน และความปลอดภัยของบุคลากร

ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 13 ต.ค. 69 ระบุว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 20 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 99 อำเภอ และ 804 ตำบล ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 4,523 ราย ใน 55 จังหวัด มูลค่าความเสียหายประมาณ 2,137 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตัวเลขจากแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตการสำรวจและวิธีประเมินความเสียหายแตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงได้ แต่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างต่อภาคการผลิตและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูกิจการ อย่างไรก็ดี ในภาพรวมผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ น้อยกว่าเหตุการณ์อุทกภัยในปี 54 ซึ่งมีผลกระทบถึง 1.44 ล้านบาท

สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มและเกษตร รองลงมาคืออุตสาหกรรมยานยนต์ โดยส่วนใหญ่อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบทำให้ยอดขายลดลง และสูญเสียโอกาสในการทำธุรกิจ

ส่วนกรณีนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งมีรายงานน้ำท่วมขังบางพื้นที่สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อโรงงานประมาณ 150 แห่ง และมีโรงงานหยุดการผลิต 34 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าอุทกภัยไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะต่อสถานประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อการขนส่ง การส่งมอบชิ้นส่วน และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน แม้สถานการณ์ในภาคตะวันออกบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังจำเป็นต้องติดตามระดับน้ำ ปริมาณฝน และประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ

*เสนอ 4 มาตรการเร่งฟื้นฟูและยกระดับรับมืออุทกภัย

1. ตรวจสอบมลพิษและคุณภาพน้ำหลังน้ำลด เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

2. จัดการน้ำเสีย สารเคมี และกากอุตสาหกรรมอย่างปลอดภัย ตรวจสอบพื้นที่จัดเก็บสารเคมี ระบบบำบัดน้ำเสีย และกากอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ป้องกันการรั่วไหลและการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำหรือพื้นที่ชุมชน พร้อมกำกับการจัดการของเสียให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญเรื่องการรั่วไหลของสารเคมี โดยได้มีการจัดตั้งวอร์รูมเพื่อเตรียมแผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องสำหรับการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤต (Business Continuity Plan: BCP) ทั้งนี้ ในวอร์รูมได้มีการพูดคุยถึงการเตรียมพร้อมทางภาคใต้ ที่หลังจากนี้จะเริ่มมีฝนตกหนักมากขึ้น โดยได้กำหนดมาตรการป้องกันและแผนปฎิบัติในแต่ละพื้นที่ ซึ่งกำหนดให้มีการดูแลเรื่องสารเคมี และของเสียต่าง ๆ ที่ต้องป้องกันไม่ให้น้ำท่วม เพื่อให้โรงงานอยู่รอด และประชาชนต้องปลอดภัย นายปรีดา กล่าว

3. เร่งมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ SMEs ประสานหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนเงินทุนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักร ฟื้นฟูสถานประกอบการ และเสริมสภาพคล่องสำหรับการกลับมาดำเนินธุรกิจ รวมถึงพิจารณามาตรการสินเชื่อและการพักชำระหนี้ตามความเหมาะสม

4. ยกระดับ BCP สู่ Response Plan ที่ปฏิบัติได้จริง ทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ กำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนการแจ้งเตือน เกณฑ์ตัดสินใจหยุดการผลิต แผนเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน และเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและลดความเสียหาย

นอกจากนี้ ส.อ.ท. เสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลพยากรณ์ฝน ระดับน้ำ สถานการณ์การระบายน้ำ และแผนพื้นที่เสี่ยงเข้าสู่ระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อใช้สถานการณ์รายพื้นที่เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ (Trigger) สำหรับการแจ้งเตือนและดำเนินมาตรการตามระดับความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยสถานประกอบการในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะภาคใต้ ควรตรวจสอบระบบระบายน้ำและเตรียมเครื่องสูบน้ำ ดูแลความปลอดภัยของพนักงาน ป้องกันความเสียหายต่อเครื่องจักรและทรัพย์สิน เตรียมขั้นตอนหยุดระบบอย่างปลอดภัย ตลอดจนจัดทำแผนสำรองด้านวัตถุดิบและการขนส่ง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อได้หรือกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็ว

ส.อ.ท. พร้อมประสานความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเตรียมพร้อม การช่วยเหลือผู้ประกอบการ และการฟื้นฟูหลังอุทกภัยอย่างบูรณาการ โดยการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมต้องครอบคลุมทั้งประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงเร่งให้โรงงานกลับมาเดินเครื่อง แต่ต้องป้องกันมลพิษตกค้าง สร้างความปลอดภัยให้ชุมชน และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน นายปรีดา กล่าว

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ