นายโรดริโก วัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยในการแถลงข่าว รายงาน Fiscal Monitor โดยระบุว่า แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของโลกในปีนี้ยังมีความยืดหยุ่น และแนวโน้มการเติบโตไม่ได้อ่อนแอลงตามที่กังวล แต่กลับแทบไม่มีสัญญาณว่าประเทศเศรษฐกิจหลักกำลังปรับฐานะการคลังให้ดีขึ้น ตรงกันข้าม ผลการคลังกลับแย่ลง
IMF ประเมินว่า ฐานะการคลังทั่วโลกถดถอยลงประมาณ 1.4% ของ GDP เมื่อเทียบกับประมาณการเมื่อ 6 เดือนก่อน และมีขนาดการถดถอยใกล้เคียงกับผลการคลังในปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าการที่เศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมการขาดดุลและภาระหนี้ได้โดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันมาจากมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานในปี 2569 โดยหลายประเทศยังใช้มาตรการอุดหนุน หรือตรึงราคาพลังงาน แทนการช่วยเหลือแบบเจาะจง และจำกัดระยะเวลา แม้บางประเทศเริ่มปล่อยให้ราคาสะท้อนภาวะที่แท้จริงมากขึ้นก็ตาม
ทั้งนี้ IMF ประเมินต้นทุนทางการคลังรวมของมาตรการเหล่านี้ไว้ประมาณ 1.5% ของ GDP โลก ขณะที่การตรึงราคา ไม่ช่วยให้ความต้องการใช้พลังงานปรับตัวตามภาวะขาดแคลนได้เต็มที่ และมาตรการอุดหนุนในวงกว้าง ยังอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้มีรายได้สูงมากกว่ากลุ่มเปราะบาง ดังนั้นจึงควรหันไปช่วยเหลือผู้ที่จำเป็นอย่างตรงจุด แทนการตรึงราคาพลังงานให้ทุกคน
แม้ IMF ยังคาดว่าดุลการคลังทั่วโลกจะปรับดีขึ้นในระยะต่อไป แต่ก็ยังอาจมีความไม่แน่นอน และแม้เกิดขึ้นจริง สัดส่วนหนี้สาธารณะทั่วโลก ก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนแตะ 100% ของ GDP ภายในสิ้นทศวรรษนี้
พร้อมกับเตือนว่า ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จะค่อย ๆ ส่งผลต่อภาระหนี้ใหม่ของรัฐบาล หรือการรีไฟแนนซ์หนี้เดิมในช่วงหลายปี ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภาระหนี้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลยังขาดดุลงบประมาณด้วย
โดย IMF ได้เสนอ 3 แนวทางสำคัญ คือ 1.การปรับปรุงระบบภาษีและรายจ่ายภาครัฐให้บิดเบือนกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยลง และเอื้อต่อการเติบโต 2.เร่งปรับสมดุลการคลังในประเทศที่มีหนี้สูง หรือมีความเสี่ยง และ 3.รับมือวิกฤตพลังงานด้วยการปล่อยให้ราคาสะท้อนภาวะตลาด พร้อมช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นอย่างจำกัด และชั่วคราว
สำหรับแนวทางปฏิรูปภาษี ในรายงาน Fiscal Monitor ฉบับนี้ เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ออกแบบระบบภาษีให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มการเติบโตโดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียรายได้รัฐ หลักสำคัญคือการลดความบิดเบือนที่เกิดจากภาษี เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การทำงาน และการผลิต พร้อมรักษาความสามารถในการจัดเก็บรายได้
ขณะเดียวกัน IMF ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีนิติบุคคลให้เป็นกลางมากขึ้น การปรับวิธีปฏิบัติทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการลงทุน การสร้างแรงจูงใจให้คนทำงาน และการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดเก็บภาษี เพื่อช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายของธุรกิจ และสนับสนุนผลิตภาพทางเศรษฐกิจ
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน