IMF&World Bank: IMF ชี้พิษราคาพลังงานเขย่าเอเชีย แนะรัฐบาลใช้มาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า ผ่อนภาระงบประมาณ

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday October 15, 2026 11:41 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

Mr.Krishna Srinivasan ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในหัวข้อ Regional Economic Outlook for Asia and Pacific ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก โดยระบุว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ยังสามารถเติบโตได้ในระดับแข็งแกร่ง แต่ขณะเดียวกันกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีการค้า ความผันผวนของราคาพลังงาน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการรับมือของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ขณะที่การลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ แต่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวไม่เท่ากัน


ทั้งนี้ เห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย ในปี 2568 เติบโตได้ 5% ก่อนจะชะลอลงเหลือ 4.8% ในปี 2569 ส่วนในปี 2570 คาดว่าจะเติบโตได้ 4.4% แนวโน้มยังสะท้อนการขยายตัวที่มีนัยสำคัญ แต่แรงส่งในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงลดลง โดยภูมิภาคเอเชียมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 2 ใน 3 ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อการค้าและการเติบโตทั่วโลก

IMF ระบุว่า ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตา คือ การที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หากปัญหาความขัดแย้งรุนแรงยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงานจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะต้องพิจารณาระหว่างการพยุงราคาพลังงานกับการรักษาความมั่นคงทางการคลัง


เอเชียแปซิฟิก พึ่งพลังงานมากเมื่อเทียบภูมิภาคอื่น เรานำเข้าพลังงานเยอะ มีแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ แต่ในหลายประเทศปรับตัวดี บางประเทศใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น มีการลดใช้พลังงานในจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อลดผลกระทบด้านราคา แต่ก็ต้องวางนโยบายในการดูแลประชาชนด้วย ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก IMF กล่าว


ส่วนผลกระทบด้านราคาพลังงานนั้น มองว่าจะส่งผลต่อเอเชียมากกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากอาเซียน รวมถึงไทยมีปริมาณการใช้พลังงานในสัดส่วนที่สูง คิดเป็น 7% ของจีดีพี ซึ่งบางประเทศยังมีความเปราะบาง หากวิกฤติพลังงานรุนแรงและยืดเยื้อจะยิ่งส่งผลกระทบต่อภูมิภาคนี้มากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งนี่คือความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานหมุนเวียน และการออกแบบมาตรการให้ความช่วยเหลือให้ตรงกลุ่ม โดยไม่สร้างภาระงบประมาณเกินความจำเป็น

Mr. Krishna Srinivasan กล่าวว่า หลายประเทศในภูมิภาค ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจติดต่อกันหลายระลอก ซึ่งส่งผลต่อแนวกันชนหรือพื้นที่ทางการคลัง ดังนั้นในการพิจารณาออกแบบนโยบายควรต้องเป็นแบบมุ่งเป้าไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง


เราต้องสร้างกันชนการคลัง ปรับฐานะการคลัง แต่ปรับโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคนที่โดนแรงกระแทกจริง สนับสนุนแบบมุ่งเป้า ขึ้นทะเบียนผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เพื่อให้คนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง Mr. Krishna กล่าว


ด้านการค้านั้น IMF มองว่า หลายประเทศในภูมิภาคนี้ สามารถปรับตัวต่อแรงกดดันจากภาษีได้ดี และการค้าภายในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การลดอุปสรรคทางการค้าและการกระจายตลาดส่งออก จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น ทั้งภายในภูมิภาคและนอกภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย การเชื่อมโยงตลาดอาเซียน และการยกระดับผู้ประกอบการให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี จะเป็นโอกาสสำคัญ แต่ต้องทำควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ