บลจ.อีสท์สปริง แนะนำจัดพอร์ตลงทุนเดือน ต.ค. คัดเลือก 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Core Equity (ES-GCORE) เพื่อกระจายการลงทุนในหุ้นคุณภาพทั่วโลก ขณะที่กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Technology (ES-GTECH) เสริมโอกาสการเติบโตจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ประมาณการกำไรยังถูกปรับขึ้นต่อเนื่องตามการลงทุนด้าน AI และกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income (ES-GAINCOME) ที่ลงทุนทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก เพื่อโอกาสรับกระแสรายได้ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี และโอกาสช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในภาวะที่ตลาดยังไม่แน่นอน
นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยว่า การลงทุนในเดือนตุลาคม บลจ.อีสท์สปริง แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตด้วยแนวทางการกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล โดยคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นโลกไว้มากกว่าตลาด (Overweight) แต่เน้นคัดเลือกหุ้นคุณภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท ควบคู่กับการถือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสัดส่วนที่เหมาะสม เนื่องจากกำไรของกลุ่มนี้ยังเติบโตแข็งแกร่งและเป็นแรงพยุงตลาดได้แม้ในเดือนที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นแรง
ขณะเดียวกันก็อาศัยจังหวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ทยอยเพิ่มสินทรัพย์ที่สร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งจากทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยแนะนำ 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Core Equity (ES-GCORE) กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Technology (ES-GTECH) และกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income (ES-GAINCOME)
บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่าตลาดการลงทุนทั่วโลกในเดือนกันยายนที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันจากทั้งอัตราดอกเบี้ยและราคาพลังงานที่สูงขึ้นพร้อมกัน โดยดัชนี MSCI AC World Index ปรับตัวลง 1.09% หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.754.00% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคมเร่งขึ้น 0.4% จากเดือนก่อน หรือ 3.4% จากปีก่อน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีแตะ 3.075% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2539 ด้านภูมิรัฐศาสตร์การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับการโจมตีท่อส่งน้ำมันหลักของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี ได้ดันราคาน้ำมันดิบ Brent ขึ้นไปทะลุ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนอ่อนตัวลงในช่วงปลายเดือนเมื่อการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซมีความคืบหน้า แต่ทั้งเดือนยังปรับตัวขึ้นราว 14% มาอยู่ที่ 103.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับขึ้นกว่า 54 bps สู่ 5.29% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 กดดันให้ดัชนี Bloomberg Global Aggregate Bond ปรับตัวลง 2.38% และราคาทองคำลดลงราว 6.6%
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและธีม AI ยังเป็นแรงประคองสำคัญของตลาด โดยดัชนี NASDAQ ปรับตัวขึ้น 1.93% ตลาดหุ้นไต้หวันปรับตัวขึ้น 4.09% และดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 1.22% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่ม Semiconductor ตามกระแสการลงทุนด้าน AI สวนทางกับดัชนี STOXX 600 ของยุโรปที่ปรับตัวลง 2.39% ซึ่งเป็นการปรับลดรายเดือนครั้งแรกในรอบ 6 เดือน (ที่มา: Bloomberg ณ วันที่ 30 กันยายน 69)
สำหรับเดือนตุลาคม บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่ามีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประการแรกคือการประชุมเฟดในวันที่ 2728 ตุลาคม ซึ่งตลาดจะจับตาว่าเฟดภายใต้การนำของ Kevin Warsh จะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในรอบนี้ หรือจะรอตัวเลขเงินเฟ้อเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ โดยการประชุมครั้งนี้ห่างจากวันเลือกตั้งกลางเทอมไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ประการที่สองคือฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่จะเริ่มอย่างจริงจังในสัปดาห์ที่สองของเดือน โดยประมาณการของ FactSet ชี้ว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตเฉลี่ย 29.1% จากปีก่อน นับเป็นไตรมาสที่สามติดต่อกันที่เติบโตเกิน 25% และประมาณการยังถูกปรับขึ้นระหว่างไตรมาส สวนทางกับปกติที่มักถูกปรับลง ขณะที่ Forward P/E ของดัชนีอยู่ที่ 19.2 เท่า
ประการที่สามคือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งจะชี้ขาดที่นั่งสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา 35 ที่นั่ง หากสภาเปลี่ยนขั้ว การผลักดันนโยบายภาษีและการคลังของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระจะทำได้ยากขึ้น และอาจกระทบหุ้นกลุ่มที่อิงกับนโยบายรัฐ นอกจากนี้ ความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังเป็นตัวแปรสำคัญของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ แม้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง (ไม่รวมอิหร่าน) จะเริ่มฟื้นกลับมาใกล้ระดับก่อนเกิดความขัดแย้งแล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้พอร์ตการลงทุนในเดือนนี้จึงควรผสมผสานระหว่างหุ้นคุณภาพที่กระจายตัวทั่วโลก หุ้นเทคโนโลยีที่กำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง และสินทรัพย์ที่สร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้พอร์ตต้องพึ่งพาปัจจัยขับเคลื่อนใดปัจจัยหนึ่งมากเกินไป นายยิ่งยง กล่าว
สำหรับกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Core Equity (ES-GCORE) ลงทุนในกองทุนหลัก Goldman Sachs Global CORE Equity Portfolio Class I Shares (Acc.)(Snap) โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินในตราสารทุนทั่วโลก ซึ่งมีการใช้ BIG DATA (เช่น ข้อมูลจาก Google searches, Facebook, ภาพจากดาวเทียม) และ Machine Learning ในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริหารจัดการโดย Goldman Sachs Asset Management Fund Services Limited ทั้งนี้ บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่าในภาวะที่ตลาดหุ้นโลกถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้น และผลตอบแทนแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมและภูมิภาค การคัดเลือกหุ้นอย่างเป็นระบบด้วยปัจจัยเชิงปริมาณจะช่วยกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท และเฟ้นหาหุ้นคุณภาพดีที่ระดับราคายังเหมาะสมได้ โดยกองทุนหลักพิจารณาทั้งปัจจัยพื้นฐาน ระดับความถูกแพง และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อคัดเลือกหุ้นทั่วโลกราว 200-300 บริษัท ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังเติบโตได้ดีต่อเนื่องในปีนี้ กองทุนนี้จึงตอบโจทย์การเป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุน ทั้งในมิติของประเทศที่เข้าลงทุน อุตสาหกรรมที่หลากหลาย และจำนวนหุ้นที่ถือครองอย่างเหมาะสม เพื่อโอกาสลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม
ในขณะที่กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Technology (ES-GTECH) ซึ่งเป็นกองทุน Feeder Fund ที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Polar Capital Funds Plc Global Technology Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั่วโลก บริหารจัดการโดย Polar Capital Funds public limited company นับเป็นโอกาสการลงทุนที่ บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่ามีความน่าสนใจในจังหวะนี้ เนื่องจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังไม่มีสัญญาณชะลอลง โดยบริษัท Big Tech 4 รายวางแผนใช้งบลงทุน (Capex) ในปี 2569 รวมกันราว 7.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราว 78% จากปีก่อน ซึ่งหนุนรายได้โดยตรงของผู้ผลิตชิปหน่วยความจำและธุรกิจ Data Center สอดคล้องกับราคาชิป DRAM และ NAND ที่ยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ขณะที่ AI เริ่มสร้างรายได้จริงผ่านธุรกิจ Cloud และซอฟต์แวร์ ทำให้โอกาสการเติบโตขยายจากกลุ่มฮาร์ดแวร์ไปสู่ทั้งห่วงโซ่อุปทาน
โดยประมาณการกำไรปี 2569 ของหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกถูกปรับขึ้นแล้วราว 46% นับจากต้นปี ในขณะที่ราคาหุ้นผันผวนตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ทำให้ Forward P/E ของดัชนี Dow Jones Global Technology ลดลงมาอยู่ที่ราว 17.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตราว 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ระดับราคาจึงยังไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย บลจ.อีสท์สปริง จึงแนะนำให้ลงทุนในฐานะส่วนเสริมการเติบโตของพอร์ตในสัดส่วนที่เหมาะสม ควบคู่กับกองทุนที่กระจายความเสี่ยง
และกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income (ES-GAINCOME) ที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Amundi Funds Income Opportunities ชนิดหน่วยลงทุน Class I2 USD บริหารจัดการโดย Amundi Luxembourg S.A. โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักมีการลงทุนแบบยืดหยุ่นในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลกที่สร้างกระแสรายได้ ทั้งตราสารทุน พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน และตราสารอนุพันธ์ โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างกระแสรายได้ (Income) ให้กับผู้ลงทุน บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่ากองทุนนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นในจังหวะนี้ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขึ้นไปแตะระดับราว 5.3% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 ทำให้ตราสารหนี้สามารถสร้างกระแสรายได้ได้สูงที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ขณะที่กองทุนหลักบริหารความเสี่ยงโดยมีสัดส่วนตราสารหนี้ใกล้เคียง 65% และหุ้นโลก 35% ซึ่งช่วยลดความผันผวนเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว และผู้จัดการกองทุนยังสามารถปรับสัดส่วนสินทรัพย์ได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะตลาด จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสรับกระแสรายได้ในระดับสูง พร้อมเสริมให้พอร์ตการลงทุนไม่ต้องพึ่งพาทิศทางของตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว