นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ประจำปี 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 2021 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีกำหนดการรับรองแถลงการณ์ร่วมในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่าง 21 เขตเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
ร่างแถลงการณ์ดังกล่าวให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินที่มีความน่าเชื่อถือและยืดหยุ่น ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมกับผลักดันความร่วมมือสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1.การใช้นโยบายการคลังสนับสนุนครัวเรือน เอเปคให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อให้มาตรการทางการคลังสามารถช่วยกระตุ้นการบริโภคและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมุ่งให้การใช้จ่ายภาครัฐเชื่อมโยงกับการยกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของครัวเรือน
2.การระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ร่างแถลงการณ์สนับสนุนการระดมเงินทุนจากภาคเอกชน และส่งเสริมบทบาทของธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีในการช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุน ผ่านกลไกการค้ำประกันและการเงินแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ ภายใต้กรอบนโยบายและการกำกับดูแลที่โปร่งใสและเอื้อต่อการลงทุน
3.การขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง โดยบริการทางการเงินควรมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ ใช้งานได้จริง และตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของประชาชน ครัวเรือน และภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน
4.การพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ด้านการเงินรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยสนับสนุนการดำเนินโครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ด้านการเงินอย่างต่อเนื่องในปี 2570 ภายหลังโครงการภายใต้หัวข้อนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการพัฒนาและการเติบโตที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจัดขึ้นในปี 2569
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการใช้นโยบายการคลังที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตครัวเรือน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินและเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม นางสาวลลิดา กล่าว
นางสาวลลิดา ระบุว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างเขตเศรษฐกิจเอเปค โดยไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีการลงนาม
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ต่างไม่มีข้อขัดข้องต่อหลักการหรือสาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ โดยรัฐบาลมุ่งใช้เวทีเอเปคเป็นกลไกส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินดิจิทัลและนโยบายการคลัง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน