นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผย Bangkok Dialogue Notes ซึ่งรวบรวมข้อคิดจากการหารือและมุมมองจากเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้กำหนดนโยบาย องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้เสนอแนวคิดจากหลากหลายวงการ เพื่อนำไปต่อยอดเป็นความร่วมมือที่เกิดผลจริง
นายเอกนิติ กล่าวว่า บทบาทของไทยในการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 ในครั้งนี้ นอกจากเป็นเจ้าภาพที่ดีแล้ว เรายังได้ชวนในโลกคิด แบ่งปันบทเรียนจากประสบการณ์ของแต่ละประเทศ และร่วมกันนำเสนอแนวทางในการรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจและสังคม และสิ่งสำคัญหลังจากนี้คือ การเชื่อมโยงความร่วมมือกับจากภูมิภาคสู่โลก จากโลกสู่ประเทศ และจากประเทศสู่ความเข้มแข็งของชุมชนและประชาชน
*ชู 5 ข้อคิดสำคัญ
Bangkok Dialogue Notes รวบรวมข้อคิดที่สอดคล้องกันจากหลายเวทีไว้ 5 ประการ ได้แก่ ประเทศจะเข้มแข็งได้ คนต้องรับมือไหวและไปต่อได้ การช่วยคนผ่านปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องช่วยให้คนและธุรกิจปรับตัวด้วย ทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โอกาสเข้าสู่งาน และระบบคุ้มครองทางสังคม พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทางเดินของตนเองจะสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ ต้องให้คนในประเทศ เห็นประโยชน์ การเปิดกว้างและความร่วมมือกับต่างประเทศจะเดินต่อได้อย่างยั่งยืน เมื่อประชาชนเห็นว่าช่วยให้ชีวิตและธุรกิจของตนดีขึ้น และประโยชน์เหล่านั้นกระจายอย่างทั่วถึง ความไว้วางใจระหว่างประเทศจึงมีรากฐานสำคัญอยู่ที่ความเชื่อมั่นของคนในประเทศด้วย เชื่อมกับโลกแล้ว คนของเราต้องเก่งขึ้น
ความสำเร็จของการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ไม่ควรวัดเพียงยอดเงินหรือปริมาณ ที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องดูว่าคนได้ทักษะอะไร ธุรกิจไทยแข็งแรงขึ้นอย่างไร มีความรู้และความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้นหรือไม่ และชุมชนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นเพียงใดความร่วมมือเรื่องเล็กที่ทำได้จริง ช่วยต่อยอด ความร่วมมือเรื่องใหญ่ ความร่วมมือในภูมิภาคหรือความร่วมมือเฉพาะเรื่อง ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ลงมือแก้ปัญหาร่วมกัน เรียนรู้ว่าอะไรได้ผล และค่อย ๆ สร้างความเชื่อมั่น เมื่อทำสำเร็จ ก็สามารถขยายไปสู่กติกา และความร่วมมือที่กว้างขึ้นเพื่อเสริมระบบพหุภาคีให้เข้มแข็งขึ้น
ประเทศที่มีบทบาทระดับกลางในเวทีโลก หรือ Middle Powers สามารถเชื่อมประเทศจากต่างภูมิภาค และชวนกันทำงานในเรื่องที่มีประโยชน์ร่วมกัน โดยมีสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย ช่วยวางมาตรฐานร่วม เตรียมโครงการให้พร้อม แบ่งรับความเสี่ยง และขยายแนวทางที่ได้ผลไปสู่ประเทศอื่นจากข้อคิดสู่การลงมือทำ ผ่าน 4 เสาหลัก
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อคิดเหล่านี้เชื่อมโยงกับ 4 เสาหลักของกิจกรรมที่ประเทศไทยจัดขึ้นในฐานะเจ้าภาพ โดยมีคำถามร่วมกันว่า เราจะใช้ความร่วมมือกับโลก ช่วยให้คนและธุรกิจ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและเข้าถึงโอกาสใหม่ได้อย่างไร
เสาที่ 1: ดิจิทัลและ AI ที่คนใช้ประโยชน์ได้ และไว้ใจได้
การสร้างอนาคตดิจิทัลต้องทำมากกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือพัฒนา AI ให้เก่งขึ้น แต่ต้องช่วยให้ผู้คนใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตและการทำงานได้จริง โดย Small AI หรือเครื่องมือ AI ที่ใช้งานได้ ในชีวิตประจำวันและมีราคาที่เข้าถึงได้ สามารถช่วยให้คนเข้าถึงบริการสุขภาพและการศึกษา ช่วยธุรกิจขนาดเล็กตัดสินใจได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างงานที่มากขึ้นและดีขึ้น
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะยังช่วยให้รัฐส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุด และช่วยให้ SMEs เข้าถึงตลาดและแหล่งเงินทุน ขณะที่การเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินภายใต้แนวคิด Connect the Dots โดยทีมประเทศไทย
ซึ่งเป็นกรอบหลักในการร่วมป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งได้ต่อยอดไปยัง Bangkok Blueprint จะทำให้ประชาชนใช้ระบบการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจคุณค่าของ AI จึงไม่ได้อยู่แค่ว่า AI เก่งแค่ไหน แต่อยู่ที่ช่วยให้คนเก่งขึ้นได้มากและทั่วถึงเพียงใด
เสาที่ 2: การค้าและการลงทุนที่เพิ่มทางเลือก และสร้างความสามารถให้คนในประเทศ
การรับมือกับโลกที่แบ่งขั้วควรเริ่มจากการกระจายความเสี่ยง ทั้งแหล่งจัดหา ตลาด เทคโนโลยี และประเทศคู่ค้า เพื่อให้มีทางเลือกมากขึ้นเมื่อเกิดปัญหา ขณะเดียวกันการลงทุนจากต่างประเทศควรช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพ พัฒนา SMEs เพิ่มทักษะ และสร้างนวัตกรรมในประเทศ
การสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งในระบบภูมิภาคจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยอาเซียนสามารถนำแนวคิดนี้ไปทำให้เห็นผล ผ่านการเปิดโอกาสให้ภาคบริการเชื่อมถึงกันมากขึ้น ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน และโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid เพราะโลกยิ่งไม่แน่นอน เรายิ่งต้องมีทางเลือก และเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นความสามารถของคนในประเทศ
เสาที่ 3: เศรษฐกิจสีเขียวที่ช่วยลดความเสี่ยง และเงินทุนที่ไปถึงคนที่ต้องปรับตัว
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย พลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้า ที่แข็งแรงขึ้น และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาผันผวน ขณะที่กลไกการเงินระดับภูมิภาคสามารถช่วยเสริมความพยายามระดับโลก ทั้งด้านการเปลี่ยนผ่านและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศจะเดินหน้าต่อได้ จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจของคนในพื้นที่ เห็นประโยชน์ และมีส่วนร่วมจากประชาชนและธุรกิจ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงมีการจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรอย่างเหมาะสม
เสาที่ 4: อายุยืนขึ้น ต้องมีโอกาสและความมั่นคงมากขึ้นด้วย
ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นควรเป็นโอกาส การจัดการด้านการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และการคุ้มครองทางสังคม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยให้เราเรียนรู้และแลกเปลี่ยนนวัตกรรม เพื่อให้ผู้คนใช้ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้อย่างมั่นคง เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่อายุยืนขึ้น แต่ต้องมีโอกาสและความมั่นคงตลอดชีวิตที่ยืนยาวขึ้นด้วย สิ่งที่ไทยร่วมเสนอต่อโลก และสิ่งที่ต้องทำต่อ
นายเอกนิติ ระบุว่า โลกกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยี ที่ก้าวกระโดด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และโครงสร้างประชากรที่ต่างจากเดิม แต่โจทย์ไม่ได้มีเพียง การแบ่งขั้วระหว่างประเทศ ภายในแต่ละประเทศยังมีช่องว่างทางโอกาสระหว่างคนที่ได้ประโยชน์กับคนที่ปรับตัวไม่ทัน ธุรกิจขนาดใหญ่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดใหม่ได้เร็วกว่า SMEs ขณะที่บางชุมชนยังขาดเครื่องมือ ที่จะคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลง
ความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการอยู่ลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือที่ไว้ใจกัน และช่วยให้ผู้คน มีทางเลือกมากขึ้น โจทย์จึงไม่ใช่แค่ว่าจะเปิดประเทศมากขึ้นหรือพึ่งพาตนเองมากขึ้น แต่คือเราจะเชื่อมต่อกับโลกอย่างไร ให้ประเทศและประชาชนเข้มแข็งขึ้นจริง นายเอกนิติ กล่าว
โดย รัชดา คงขุนเทียน