ตลาดหุ้นที่เคยเป็นความหวังของภูมิภาค อาจกลายเป็นตลาดที่นักลงทุนทั่วโลกพยายามลดความเสี่ยงได้ หากความเชื่อมั่นต่อกติกาและกลไกการซื้อขายค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนจนเรื่องราวการเติบโตของเศรษฐกิจไม่สามารถชดเชยความกังวลเหล่านั้นได้อีกต่อไป
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นอินโดนีเซีย จึงเป็นบทเรียนที่ตลาดทุนไทยควรศึกษาอย่างจริงจัง เพราะการเป็นตลาดยอดนิยมในวันนี้ ไม่ได้รับประกันว่าจะยังอยู่ในรายชื่อประเทศที่เงินทุนโลกต้องการลงทุนในวันข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อนว่าสิ่งที่เกิดกับตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ภายหลังจาก MSCI ประกาศเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอให้ย้ายจาก Emerging Market ไปเป็น Standalone Market โดยรับความคิดเห็นถึงวันที่ 30 เมษายน 2570 และจะประกาศคำตัดสินภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 จึงเป็นความเสี่ยงที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา แต่มีน้ำหนักมากพอที่จะกระทบความเชื่อมั่นทันที
โดยคำว่า Standalone ไม่ได้หมายถึงการปิดตลาดหุ้น หรือห้ามชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่หมายถึงการถูกจัดแยกออกจากกลุ่มตลาดที่อยู่ในดัชนีรวมสำคัญของ MSCI โดยดัชนีของตลาดกลุ่มนี้จะไม่ถูกรวมอยู่ใน MSCI Emerging Markets Index หรือ MSCI Frontier Markets Index ผลกระทบจึงอยู่ที่การสูญเสียช่องทางเชื่อมต่อกับเงินลงทุนที่อ้างอิงดัชนีเหล่านั้น
สำหรับกองทุนที่มีหน้าที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี หากประเทศหนึ่งถูกนำออกจากดัชนี กองทุนย่อมต้องปรับพอร์ตตาม ส่วนผู้จัดการกองทุนเชิงรุก แม้ไม่ได้มีหน้าที่ขายตามทุกกรณี ก็อาจทบทวนน้ำหนักลงทุนเมื่อเงื่อนไขการลงทุนและความเสี่ยงเปลี่ยนไป ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนสถานะตลาดจึงสามารถสร้างแรงขายที่ไม่ได้เกิดจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนเพียงอย่างเดียว
ปฏิกริยาของตลาดตอบสนองต่อความเสี่ยงดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยดัชนีหุ้นจาการ์ตาปรับลงประมาณ 11.6% ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เป็นการลดลงรายวันที่หนักที่สุดในรอบเกือบสามทศวรรษ และทำให้ผลขาดทุนตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 40% สะท้อนว่า นักลงทุนไม่จำเป็นต้องรอให้คำตัดสินสุดท้ายมีผล จึงจะเริ่มปรับพอร์ตเพื่อรับมือ
หัวใจของปัญหาที่ MSCI ระบุ คือ ความไม่โปร่งใสของโครงสร้างผู้ถือหุ้น ข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมซื้อขายที่ประสานกัน และการบังคับใช้กฎที่ยังไม่แสดงผลชัดเจนเพียงพอ แม้ทางการอินโดนีเซียประกาศมาตรการปฏิรูปแล้ว MSCI ยังต้องการเห็นหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าการย้ายลงเพียง Frontier Market อาจไม่สะท้อนความรุนแรงของปัญหา
ประเด็นนี้อธิบายได้ง่าย ๆ ว่า นักลงทุนต้องรู้ให้ได้ว่า หุ้นที่เห็นว่ากระจายอยู่ในตลาดนั้นกระจายจริงเพียงใด ใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง และราคาที่เกิดขึ้นสะท้อนการตัดสินใจของผู้ซื้อผู้ขายอิสระมากน้อยแค่ไหน
สมมติบริษัทแห่งหนึ่งมีหุ้นหมุนเวียนในตลาดตามข้อมูลที่เปิดเผยจำนวนมาก แต่หุ้นส่วนใหญ่กลับอยู่ในกลุ่มบุคคลที่เชื่อมโยงกัน สภาพคล่องที่นักลงทุนมองเห็นอาจสูงกว่าสภาพคล่องที่ซื้อขายได้จริง เมื่อกองทุนต้องซื้อหรือขายจำนวนมาก ต้นทุนและความเสี่ยงย่อมแตกต่างจากที่ประเมินไว้ ตัวเลขมูลค่าตลาดจึงอาจดูใหญ่ ขณะที่ความสามารถในการรองรับเงินลงทุนกลับเล็กกว่าภาพภายนอก
เหตุผลที่มาของคำว่า มาตรฐานสากล มีความหมายมากกว่าการมีกฎระเบียบครบถ้วน นักลงทุนต้องใช้ข้อมูลได้จริง ซื้อขายได้จริง และเชื่อมั่นได้ว่าการละเมิดกติกาจะได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อนำกลับมาเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นไทย บทเรียนร่วมกันที่สามารถนำมาเทียบเคียง คือ ทั้งสองประเทศต่างเคยมีช่วงเวลาที่ถูกคาดหวังสูง มีเรื่องราวการเติบโตที่ดึงดูดเงินทุน และมีช่วงที่นักลงทุนมองข้ามความเสี่ยงบางด้านเพราะราคาหุ้นยังปรับขึ้น
สำหรับตลาดทุนไทย สิ่งที่ต้องตระหนักที่สุดคือ อะไรทำให้ Fund Flow อยากอยู่ต่อ?
บทเรียนการเปรียบเทียบระหว่าง ตลาดทุนไทย กับ ตลาดทุนอินโดนีเซีย มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
1.วัฏจักรการเติบโตและการถดถอยที่คล้ายคลึงกัน (Parallel Cycles)
ประเทศไทย เคยถูกคาดหวังให้เป็น เสือตัวที่ 5 ในช่วงปี 1990 แต่ต้องสะดุดจากวิกฤตต้มยำกุ้งเนื่องจากความหละหลวม
แม้จะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในบทบาทตลาดยอดฮิตช่วงปี 20112013 แต่หลังจากการปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตลาดก็ค่อยๆ ซบเซาลง จนกระทั่งเผชิญวิกฤตหนักในช่วงปี 20222025
ประเทศอินโดนีเซีย ในยุคของผู้นำ โจโกวี ตลาดอินโดนีเซียเคยร้อนแรงมากจนถูกมองว่าจะกลายเป็นผู้นำใหม่ของอาเซียน และเคยเป็น เบอร์ 1 ของภูมิภาค
ทว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านผู้นำและนโยบายเปลี่ยนไป ปัญหาที่เคยหมักหมมไว้ประกอบกับการไม่ปรับตัว ทำให้ตลาดกลายเป็นตลาดที่กำลังลำบากหนักในปัจจุบัน
2.สาเหตุเชิงโครงสร้างและมาตรฐานสากล (Global Standards & Market Practice)
ปัญหาสำคัญของทั้งสองตลาด เกิดจากการไม่ได้ทำตนเองให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (Global Standard) และไม่ตอบโจทย์นักลงทุนสถาบันระดับโลก
วิธีปฏิบัติในตลาดท้องถิ่น (Market Practice) ส่งผลต่อเงินทุนโลกอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนระดับโลก (Global Investor) มีทางเลือกมากมายและไม่ได้จำเป็นต้องเลือกลงทุนในไทยหรืออินโดนีเซีย ทำให้ทั้งสองประเทศต้องแข่งขันกับอีกหลายสิบตลาดเพื่อให้อยู่ในสายตาของนักลงทุน
3.สภาพคล่องชั่วคราวจากการที่คู่แข่งเผชิญปัญหา เพื่อนได้รับผลกระทบ
ความคึกคักของตลาดทุนไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากความแข็งแกร่งภายในเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะตลาดคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียกำลังประสบปัญหาหนัก (เพื่อนตาย)
สภาวะดังกล่าวส่งผลให้ตัวเลือกของนักลงทุนในภูมิภาคอาเซียนลดลงเหลือเพียง 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากส่วนแบ่งเม็ดเงินทุนที่ไหลเข้ามาชั่วคราว
4.ข้อเตือนใจและบทเรียนสำหรับตลาดทุนไทย
หากไทยยังไม่เร่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นตลาดที่น่าดึงดูดตามหลักสากล สภาวะตลาดกระทิง (Bull Market) ที่เกิดขึ้นก็จะไม่ต่างจากอินโดนีเซียในอดีต และตลาดหุ้นไทยอาจหลีกหนีชะตากรรมตกต่ำแบบอินโดนีเซียในวันนี้ไม่ได้
เพราะเงินทุนโลก (Capital) มีอิสระที่จะย้ายไปลงทุนที่ใดก็ได้ แต่ประชาชนและธุรกิจในประเทศไม่สามารถย้ายสัมมโนครัวหรือรากเหง้าไปต่างประเทศได้ง่ายๆ หากตลาดหุ้นไทยไม่ปรับตัวให้ทันกระแสทุนนิยมโลก คนในประเทศจะต้องเป็นผู้รับภาระและความยากลำบากนั้นเอง
โดย ธิติ ภัทรยลรดี