นักวิเคราะห์ฯคาดตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์ในกรอบ โดยคาดมีแรงหนุนจาก Sentiment หุ้นอิงกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัว และการทยอยรายงานงบฯไตรมาส 3/69 ของกลุ่มแบงก์ แต่ยังคงมีแรงกดดันจากราคาน้ำมัน และ Bond Yield อยู่ในระดับสูง พร้อมให้แนวต้าน 1,585 จุด แนวรับ 1,560 จุด
นางสาววราภรณ์ วิบูลคณารักษ์, IAA ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทย [SET.X] วันนี้คาดว่าแกว่งไซด์เวย์กรอบ โดยที่คาดว่าดัชนียังมีแรงหนุนจาก Sentiment หุ้นที่อิงกับกลุ่มเทคโนโลยีที่ฟื้นตัว ประกอบกับการทยอยรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/69 ของหุ้นกลุ่มแบงก์ โดยที่ KKP มีการรายงานงบฯไตรมาส 3/69 ออกมาค่อนข้างดี
อย่างไรก็ตามก็ยังมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ระดับสูง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังมีอยู่ต่อเนื่อง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของสหรัฐที่ยังทรงตัวในระดับสูง โดยให้แนวต้าน 1,585 จุด แนวรับ 1,560 จุด
*ประเด็นพิจารณาการลงทุน
-ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (19 ต.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,966.03 จุด ลดลง 36.38 จุด หรือ -0.07% ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,690.73 จุด เพิ่มขึ้น 31.29 จุด หรือ +0.41% ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,430.89 จุด เพิ่มขึ้น 290.85 จุด หรือ +1.11%
-ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เปิดลบ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] เปิดที่ 64,755.49 จุด ลดลง 161.21 จุด หรือ -0.25% ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ 23,990.05 จุด ลดลง 196.78 จุด หรือ -0.81% ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ตลาดหุ้นจีนเปิดที่ 3,718.44 จุด ลดลง 12.48 จุด หรือ -0.33% ดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลง 2.31%
-ตลาดหุ้นไทย [SET.X] ปิดล่าสุด (19 ต.ค.) 1,571.72 จุด ลดลง 1.29 จุด (-0.08%) มูลค่าซื้อขาย 63,186.57 ล้านบาท
-นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (19 ต.ค.) 2,136.33 ล้านบาท
-ราคาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือน พ.ย. (19 ต.ค.) เพิ่มขึ้น 2.25 ดอลลาร์ หรือ 2.22% ปิดที่ 103.66 ดอลลาร์/บาร์เรล
-ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด ( 19 ต.ค.) อยู่ที่ 7.71 ดอลลาร์/บาร์เรล
-เงินบาทเปิด 33.59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แนวโน้มแกว่งกรอบแคบ รอปัจจัยใหม่
-คลัง ชง ครม.ใน 2 สัปดาห์ ขึ้นภาษีสรรพสามิต EV นำเข้าทั้งคันเกิน 30% จากเดิม 10% กระตุ้นค่ายรถนำเข้าเร่งตั้งโรงงานในไทยปกป้องผู้ผลิตที่มีฐานในประเทศ มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.2570 ส.อ.ท.ค้านเว้นระยะเวลาผ่อนผัน ชี้เป็นช่องว่างกักตุนสินค้า ดึงกำลังซื้อในอนาคตมาใช้ กระทบรุนแรงต่อค่ายรถที่มีฐานประกอบในไทย
-รัฐบาลเดินหน้าดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือนและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินดิจิทัล โดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างหลักเกณฑ์กำกับสินเชื่อ ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง หรือ Buy Now, Pay Later (BNPL) ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม-15 พฤศจิกายน 2569 เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัวและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค
-ภราดร ยอมรับงบเยียวยา น้ำท่วมกลางปี69 หมดแล้ว แต่มีงบกลางปี70 จำนวน 9.9 หมื่นล้าน เพียงพอสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมแน่ คาดใช้ประมาณหมื่นล้าน ระบุปัญหาจ่ายเยียวยาน้ำท่วมพบเยอะใน กทม. ยกต่างจังหวัดทำได้เร็ว เหตุเพราะมีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-ท้องถิ่นเข้มแข็ง ย้ำพร้อมเยียวยาอย่างเท่าเทียมกันทุกคน
-บีโอไอ อนุมัติส่งเสริม โตโยต้า มอเตอร์ ขยายการลงทุน 1,490 ล้านบาท ผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน (FCEV) เป็นครั้งแรกของไทยกำลังผลิต 3,000 คันต่อปี ส่งออกไปยังตลาดยุโรป ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์คาดเริ่มผลิตปลายปี 2570
-ดีอี วางยุทธศาสตร์ตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลและ เอไอ ของภูมิภาคภายในปี 2573 โดยต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งอนาคตที่เชื่อมต่อกับโลก ผ่าน 3 แนวทาง คือ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้มีความพร้อมในระดับสากล โดยส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และพร้อมรองรับการเติบโตของ เอไอ และเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
-ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สรุปสาระสำคัญจากการประชุม International Monetary and Financial Committee (IMFC) ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับสูงของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2569 ซึ่งสมาชิก IMFC ได้ประเมินถึงเศรษฐกิจโลกรับมือกับแรงกระแทกได้ดีกว่าคาด แต่ทุนสำรอง (policy buffers) ลดลง จากท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน
*หุ้นเด่นวันนี้
-KKP (กสิกรไทย) ซื้อ ราคาเป้าหมาย 153 บาท/หุ้น กำไรสุทธิไตรมาส 3/69 สูงกว่าคาด 15% จากค่าธรรมเนียมธุรกิจ Wealth Management, Dime! และวาณิชธนกิจ และมี NIM ที่ดีขึ้น ขณะที่ NPL ลดลงเหลือ 3.4% และ Coverage Ratio เพิ่มเป็น 155% อีกทั้ง ROE ที่เพิ่มเป็น 13.9% และการขยายธุรกิจที่ใช้เงินทุนต่ำ
-MICRO (กรุงศรี) ซื้อ ราคาเป้าหมาย 2.10 คาดกำไรไตรมาส 3/69 โตกว่า 230% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามคุณภาพพอร์ตที่ดีขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองลดลง และผลการขาดทุนรถยึดที่มีแนวโน้มลดลง ช่วยหนุนต่อกำไรของธุรกิจ และคาดแนวโน้มผลงานไตรมาส 4/69 จะยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากรายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ย และการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรอง
-BCH (เคจีไอ) ซื้อ ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท ได้รับ Sentiment บวกจากการปรับเพิ่มค่ารักษาของประสังคมใหม่ หนุนต่อค่าอัพไซด์ของโรงพยาบาลในระยะต่อไป แต่ยังต้องรอผลการประชุมครั้งสุดท้ายในปลายเดือนต.ค.นี้ ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 3/69 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามซีวํ่นของธุรกิจที่มีการเข้ามารักษาโรคประจำฤดูกาลเพิ่มขึ้น
โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/รัชดา คงขุนเทียน