มัดรวมมาตรการคลัง ช่วยเหลือ-ฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบน้ำท่วมปี 69 เช็คที่นี่!!

ข่าวทั่วไป Tuesday October 20, 2026 14:26 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในชุดมาตรการบรรเทาผลกระทบเพื่อช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟู แก่ผู้ประสบอุทกภัยในปี 2569 อันเนื่องจากได้รับความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สถานประกอบการ และเครื่องจักรต่าง ๆ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้ร่วมกับ 7 สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จัดทำมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย โดยสนับสนุนเงินทุนเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย ลดภาระหนี้เดิมผ่านมาตรการพักชำระหนี้ในช่วงที่รายได้ขาดหาย และจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูเครื่องมือประกอบอาชีพ และเสริมสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็ว อีกทั้ง กระทรวงการคลัง ยังได้ออกมาตรการทางภาษี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในครั้งนี้ด้วย

  • มาตรการด้านการเงิน

1. มาตรการบรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569

ครม. มีมติรับทราบมาตรการบรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ ตามกลุ่มผู้เสียหาย และความต้องการของแต่ละกลุ่ม ดังนี้

1) ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถหารายได้ แต่ยังคงมีภาระหนี้อยู่กับสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ ทั้งในส่วนต้นเงินและ/หรือดอกเบี้ย ลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตามความเหมาะสม สำหรับผู้ประกอบการ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงที่รายได้ยังไม่กลับคืนมา

2) ประชาชนที่บ้านเรือนเสียหาย มีความจำเป็นต้องซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0 1.99% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 40 ปี

3) สำหรับประชาชนที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใช้ในยามฉุกเฉิน ธนาคารออมสิน ให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง วงเงินต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก นอกจากนี้ สำหรับเกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง และซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับ

4) ส่วนของผู้ประกอบการที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและยังทำให้ยังคงประกอบธุรกิจและจ้างงานต่อไปได้ ธนาคารออมสิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สนับสนุนสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ วงเงินต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0 3.25% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 7 ปี

ขณะที่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวให้กับผู้ประกอบการไม่เกิน 20% ของวงเงินหมุนเวียนเดิม วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ระยะเวลากู้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ค้ำประกันอยู่กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะได้รับการพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อ และค่าจัดการการค้ำประกันฟรี 6 เดือน

5) มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ ธอส. ประนอมหนี้ให้กับลูกหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน หรือพิจารณาเป็นรายกรณี รวมทั้ง ธอส. และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ออกมาตรการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย

2. มาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ : โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB เพื่อผู้ประกอบธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยปี 2569

ครม. เห็นชอบโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฯ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว โดยธนาคารออมสิน ได้ออกมาตรการสินเชื่อ Soft Loan วงเงิน 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์นำไปปล่อยกู้ต่อให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบอุทกภัย เพื่อเป็นเสริมสภาพคล่องทางการเงิน รวมทั้งเป็นเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ซ่อมแซม ฟื้นฟูสถานประกอบการ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย โดยให้คิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับ SMEs ไม่เกิน 3.50% ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก สำหรับปีที่ 3-5 ไม่เกิน 5% ต่อปี วงเงินต่อรายรวมทุกสถาบันไม่เกิน 30 ล้านบาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ ครม. มีมติเห็นชอบให้แยกบัญชีมาตรการดังกล่าว เป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA)

  • มาตรการด้านภาษี

กระทรวงการคลัง ได้มีมาตรการภาษีเพื่อบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2569 อีก 4 มาตรการ ประกอบด้วย

1) มาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย

ครม. มีมติอนุมัติมาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่นำเข้า เพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และผู้ประกอบกิจการโรงแรมและสถานที่พักที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ซึ่งมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยให้ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักร ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร รวมถึงเครื่องมือและเครื่องใช้ที่ใช้กับเครื่องจักร โดยกำหนดเป็นมาตรการชั่วคราวจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

ทั้งนี้ สิ่งของที่นำเข้าต้องเป็นของใหม่ และนำไปใช้ในกิจการของผู้ได้รับสิทธิเท่านั้น โดยผู้นำเข้าต้องเป็นผู้ได้รับสิทธิหรือผู้แทนจำหน่ายที่มีสัญญาซื้อขายกับผู้ได้รับสิทธิ และต้องแสดงหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ประสบอุทกภัยจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่อกรมศุลกากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

2) มาตรการภาษีช่วยค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถ

ครม.มีมติอนุมัติมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยบุคคลธรรมดา (ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) ที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 31 ธันวาคม 2569 ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน สามารถนำค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงในช่วงเวลาดังกล่าว มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ โดยเป็นค่าใช้จ่าย 2 ประเภท ได้แก่

  • ค่าซ่อมแซม ค่าทำความสะอาด หรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซม หรือการทำความสะอาด อาคาร ห้องชุด และทรัพย์สินที่ติดตั้งกับตัวอาคารหรือในที่ดินที่ตั้งอาคารหรือที่ติดตั้งกับห้องชุด ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์
  • ค่าซ่อมแซม หรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หรืออุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าซื้อ ในกรณีที่มีทรัพย์สินเสียหายมากกว่า 1 แห่ง หรือรถเสียหายมากกว่า 1 คัน ให้รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าด้วยกันภายใต้วงเงินดังกล่าว

3) กรมสรรพากร ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย

ครม. มีมติรับทราบการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษี และผู้มีหน้าที่เสียอากร ซึ่งอยู่ในท้องที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 29 ธันวาคม 2569

โดยจะได้รับการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี การนำส่งภาษี และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินที่ครบกำหนดระหว่างวันที่ 1 กันยายน 29 ธันวาคม 2569 ออกไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 โดยการขยายกำหนดเวลาครอบคลุมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ยกเว้นกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน

ทั้งนี้ การขยายเวลา รวมทั้งการยื่นแบบเป็นกระดาษและผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ สำหรับอุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กันยายน 2569 กรมสรรพากร อยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศกระทรวงการคลัง ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมต่อไป

4) กรมสรรพสามิต ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ปี 2569

กรมสรรพสามิต ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการภาษี และชำระภาษี รวมถึงการยื่นงบเดือน สำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรม และผู้ประกอบกิจการสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งมีภาระภาษีหรือกำหนดยื่นงบเดือนระหว่าง เดือนกันยายน ตุลาคม 2569 ออกไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569

นอกจากนี้ ยังขยายกำหนดเวลาการยื่นคำขอรับใบอนุญาตผลิตสุราและยาสูบ รวมถึงใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ และไพ่ สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ใบอนุญาตสิ้นอายุระหว่างวันที่ 1 กันยายน 31 ตุลาคม 2569 ให้สามารถยื่นคำขอได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 โดยให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตรายเดิม

ขณะเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกันจัดทำโครงการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมภัยพิบัติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งออกเป็น

1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ วงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน

2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิต และกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากอุบัติเหตุ อันเนื่องมาจากภัยพิบัติในวงเงินรวมไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน

ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยสามารถขอรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผ่านช่องทาง www.thainatcat.org และประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน คปภ.

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ