บมจ.เอสซีบี เอกซ์ [SCB] รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 จำนวน 10,677 ล้านบาท ลดลง 4% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) สาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่รายได้จากธุรกิจหลักยังมีเสถียรภาพ โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวดีขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมทรงตัวในระดับสูง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง และการตั้งสำรองปรับลดลงตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 69 กลุ่มมีกำไรสุทธิ 31,989 ล้านบาท ลดลง 14.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
SCB แจ้งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/69 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน มีกำไรสุทธิ 10,676.93 ล้านบาท ลดลง 11.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 12,056.25 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 3.17 บาท เทียบกับปีก่อน 3.58 บาท ส่วนงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 31,989.05 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 37,344.41 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 9.50 บาท เทียบกับปีก่อน 11.09 บาท
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิและค่าธรรมเนียมยังมีเสถียรภาพ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของเงินลงทุน
ไตรมาส 3/69 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 27,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5%QoQ โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.07% ขณะที่สินเชื่อขยายตัว 2.4% จากสิ้นปีก่อน สอดคล้องกับแนวทางการเติบโตอย่างคัดสรร นำโดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อดิจิทัลของกลุ่ม Gen 2 รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ อยู่ที่ 11,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน และเติบโต 12.8% ในงวดเก้าเดือนแรก ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายทั้งปี
ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่ม แม้กิจกรรมการลงทุนของลูกค้าชะลอลงจากระดับสูงเป็นพิเศษในช่วงครึ่งปีแรก ตามภาวะตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยธุรกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากความสัมพันธ์กับลูกค้าที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และการผสานศักยภาพภายในกลุ่ม
รายได้จากการลงทุนและการค้าบันทึกผลขาดทุน 424 ล้านบาท เทียบกับกำไร 2,552 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้ ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น
รักษาวินัยด้านต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วย AI และระบบอัตโนมัติ
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่16,363 ล้านบาท ลดลง 4.0% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 6.3% จากปีก่อน สะท้อนการยกระดับประสิทธิภาพด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติตลอดกระบวนการทำงานของบริษัทในกลุ่ม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 42.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากรายได้จากการลงทุนลดลง มิได้เกิดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราส่วนดังกล่าวสำหรับงวดเก้าเดือนแรกอยู่ที่ 42.1% สอดคล้องกับเป้าหมายทั้งปี
คุณภาพสินทรัพย์ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ระดับสำรองและเงินกองทุนยังแข็งแกร่ง
คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการบริหารจัดการหนี้เชิงรุก การปรับโครงสร้างหนี้ การขายสินเชื่อด้อยคุณภาพและการตัดหนี้สูญอย่างคัดสรร ตลอดจนการติดตามกลุ่มอุตสาหกรรมและลูกค้าที่มีความเปราะบางอย่างใกล้ชิด สินเชื่อด้อยคุณภาพที่เกิดขึ้นใหม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่หก มาอยู่ที่ 2.95%
ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของกลุ่มอยู่ที่ 3.21% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.17% โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับพอร์ตสินเชื่อของ AutoX ซึ่งเป็นไปตามแผน การตั้งสำรองลดลง 13.8%QoQ ส่งผลให้อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อ (Credit Cost) ลดลงมาอยู่ที่ 1.37% ขณะที่ Coverage Ratio และอัตราส่วนเงินกองทุนตามกฎหมายยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 159.4% และ 18.5% ตามลำดับ
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้สะท้อนว่าความผันผวนได้กลายเป็นบริบทสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป ทั้งจากตลาดการเงินและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงกระจุกตัวในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดัน
อย่างไรก็ดี ธุรกิจหลักของกลุ่มยังมีเสถียรภาพ ภายใต้สามแนวทางสำคัญที่เรายึดมั่น ได้แก่ การเติบโตอย่างมีคุณภาพ การขยายฐานรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุกขณะเดียวกัน เราได้เตรียมความพร้อมเชิงรุกเพื่อรองรับภูมิทัศน์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลง ทั้งการนำ AI มาใช้ยกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งกลุ่ม ตลอดจนการเตรียมเปิดให้บริการธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับเสถียรภาพของระบบและประสบการณ์ของลูกค้าควบคู่กันนี้
เรายังคงยืนเคียงข้างลูกค้าที่เผชิญความท้าทาย ทั้งครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูงและผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านโครงการ คุณสู้ เราช่วย และการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกค้าที่มีศักยภาพในการฟื้นตัว รวมถึงการเร่งให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างทันท่วงที เพราะเราเชื่อว่าการช่วยให้ลูกค้าและผู้ประกอบการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย คือรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยโดยรวม
สำหรับการเปลี่ยนผ่านผู้นำองค์กร นายอารักษ์ สุธีวงศ์ จะเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ในวันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป โดยเราได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง พร้อมสานต่อทิศทางเชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย