ผู้เชี่ยวชาญชี้ Social Commerce ยุคใหม่ต้องพึ่ง Data-AI ขับเคลื่อนธุรกิจ

ข่าวเทคโนโลยี Wednesday October 21, 2026 15:17 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

รายการ open talk โดย OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ภายใต้ TCC Technology Group ร่วมกับผู้บริหารสภาเอสเอ็มอี และผู้นำภาคธุรกิจดิจิทัล เผยทิศทาง Social Commerce ยุคใหม่ ชี้ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจากการสร้างคอนเทนต์และการขายแบบเดิม ไปสู่การเชื่อมโยงระบบนิเวศ (Ecosystem) ข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างโอกาสทางธุรกิจ

นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาเอสเอ็มอี และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มอนติวอรี่ จำกัด ร่วมกับ นายณัฐเชษฐ์ เทพูปถัมภ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัปเปอร์เคส-เอ็ม จำกัด และนายโตชิ ศิริจิวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มูฟฟาสต์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงไป โดยระบุว่าเส้นแบ่งระหว่างการสื่อสารและการขายค่อย ๆ เลือนหายไป ผู้บริโภคสามารถค้นพบสินค้า รับชมการรีวิว และตัดสินใจซื้อได้จบภายในแพลตฟอร์มเดียว เช่น TikTok ซึ่งเชื่อมโยงผู้สร้างคอนเทนต์ (Creator) ผู้ขาย (Seller) แบรนด์ ระบบพันธมิตรช่วยขาย (Affiliate) ตลอดจน Live Commerce เข้าด้วยกันเป็น Ecosystem

กลยุทธ์ Social First Commerce และกลไก Affiliate

การปรับตัวของภาคธุรกิจจำเป็นต้องดำเนินตามแนวคิด Social First Commerce โดยการวางกลยุทธ์สื่อสารตามพฤติกรรมเฉพาะของผู้บริโภคในแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, Instagram, TikTok และ X เนื่องจากแต่ละช่องทางมีบริบทในการบริโภคเนื้อหาที่ไม่เหมือนกัน ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนยอดขายผ่านเครือข่าย Affiliate และ Creator มีบทบาทสำคัญในการกระจายเนื้อหาและปิดการขายได้ภายในเส้นทางเดียว (Customer Journey) โดยให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติและความน่าเชื่อถือของเนื้อหามากกว่าคุณภาพของโปรดักชันขนาดใหญ่

การบริหารจัดการ Data และการนำ AI มาใช้ในองค์กร

ในด้านการบริหารจัดการ ข้อมูล (Data) ถูกยกให้เป็นทรัพยากรหลักของ Social Commerce เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของ KOL การวัดผลการไลฟ์ และการประเมินพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าผ่านหลากหลายช่องทาง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญขององค์กรไม่ได้อยู่ที่ปริมาณข้อมูล แต่คือความสามารถในการเชื่อมโยงและนำข้อมูลมาปรับใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการแบ่งกลุ่มลูกค้า

นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทในกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบแคมเปญ ไปจนถึงการเชื่อมโยงระบบหลังบ้านและโลจิสติกส์ แนวทางการประยุกต์ใช้เริ่มจากงานที่มีลักษณะทำซ้ำ เพื่อลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพ ก่อนต่อยอดไปสู่ระบบอัตโนมัติขั้นสูง เช่น Agentic AI ซึ่งเป็นระบบที่สามารถวางแผน ดำเนินงาน และประสานการทำงานระหว่างระบบอื่นได้ตามเป้าหมายที่กำหนด รวมถึงการผลิตคอนเทนต์ที่ AI เข้ามาช่วยลดระยะเวลาขั้นตอนการเตรียมงาน เพื่อให้บุคลากรนำเวลาไปใช้กับการวางกลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์

ทิศทาง Hyper Personalization และบทสรุปภาคธุรกิจ

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือ การตอบสนองผู้บริโภคแบบเฉพาะบุคคลขั้นสูง (Hyper Personalization) ซึ่ง AI ช่วยให้แบรนด์สามารถผลิตและปรับรูปแบบเนื้อหาให้เหมาะกับผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้อย่างละเอียด โดยก้าวข้ามการแบ่งกลุ่มด้วยข้อมูลพื้นฐานอย่างอายุหรือเพศ ไปสู่การทำความเข้าใจบริบทและความสนใจเฉพาะบุคคล ทั้งนี้ การนำ Data และ AI มาใช้จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม

ความสำเร็จของการประยุกต์ใช้ AI และ Data อยู่ที่ความสามารถขององค์กรในการลงมือปฏิบัติ และการทดลองใช้งานจริงจากโจทย์ธุรกิจที่ชัดเจน ควบคู่กับการวัดผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ต้องนำมาประยุกต์ใช้จริงเพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมให้กับธุรกิจ

โดย ณัฐชญา แตงตาด


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ