In Focusฝรั่งเศสระส่ำ! ถอดรหัสวิกฤตจลาจล ปมการศึกษา-ปากท้องจุดกระแสต้านรัฐบาล

ข่าวต่างประเทศ Wednesday October 21, 2026 15:40 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ไม่มีใครคาดคิดว่าฝรั่งเศส ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของสหภาพยุโรป (EU) และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของ EU จะมาถึงจุดที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟ เหตุการณ์ความไม่สงบซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงของนักเรียนโรงเรียนมัธยมในย่านชานกรุงปารีส ได้กลายเป็นชนวนที่ดึงเอากลุ่มเคลื่อนไหวอื่น ๆ เข้ามาผสมโรง และลุกลามบานปลายจนกลายเป็นเหตุจลาจลและการปล้นสะดมร้านค้าจากน้ำมือของกลุ่มคนที่ฉวยโอกาส ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ต้องประกาศเคอร์ฟิวเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยติดต่อกันหลายวัน

สภาพสังคมที่กำลังวุ่นวายในยามนี้ทำให้การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงเดือนท้าย ๆ ของมาครงมืดมนลง จากที่เคยคาดหวังว่าจะอำลาตำแหน่งอย่างสมเกียรติเช่นเดียวกับผู้นำของประเทศอื่น และยังเผยให้เห็นว่ามาครงกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใดในการควบคุมไฟแค้นของสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ต้นทุนทางการเมืองที่ถดถอย และความสามารถในการรักษาความสงบเรียบร้อยทางสังคมที่เปราะบางลงเรื่อย ๆ

ฝรั่งเศสลุกเป็นไฟ อะไรคือปฐมเหตุ

เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา กลุ่มครูและนักเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายแซงเต็กซูเปรี (Saint-Exupry) โรงเรียนมัธยมปลายซึ่งตั้งอยู่ชานกรุงปารีส ได้ออกมาประท้วงเพื่อแสดงไม่พอใจต่อสภาพห้องเรียนที่แออัด โครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมของโรงเรียน ตลอดจนการขาดแคลนครูและบุคลากร รวมถึงการได้รับงบประมาณสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ การประท้วงเกิดขึ้นติดต่อกันหลายวัน จนกระทั่งวันที่ 21 กันยายน กลุ่มนักเรียนเริ่มวอร์กเอาท์ออกจากห้องเรียน และกลุ่มครูพากันยกเลิกการสอน นอกจากนี้ ยังมีการปิดล้อมโรงเรียน เพื่อยกระดับข้อเรียกร้อง โดยนอกเหนือจากปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมของโรงเรียนแล้ว นักเรียนจำนวนมากยังเรียกร้องให้ยกเครื่องระบบรับสมัครเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยมองว่ามีหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่ไม่เป็นธรรม

การประท้วงของครูและนักเรียนโรงเรียนแซงเต็กซูเปรี ลากยาวมาจนถึงปลายเดือนกันยายน ก่อนที่สถานการณ์จะถูกยกระดับขึ้นในเดือนตุลาคม เมื่อเหตุการณ์ประท้วงของโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย กลายเป็นสะเก็ดไฟที่กระจายลุกลามจนทำให้โรงเรียนมัธยมแห่งอื่น ๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศลุกฮือประท้วงบ้าง จากนั้นก็บานปลายจนดึงดูดกลุ่มสหภาพแรงงาน นักศึกษามหาวิทยาลัย ประชาชน และกลุ่มอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วย ทำให้ประเด็นการประท้วงที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความไม่พอใจในระบบการศึกษา ขยายปมกลายเป็นประเด็นอื่น ๆ ที่พ่วงตามมาอีกมากมาย ตั้งแต่ปัญหาค่าครองชีพ วิกฤตราคาพลังงาน ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม

จุดเริ่มต้นจากม็อบนักเรียน ลุกลามสู่การประท้วงของคนกว่าครึ่งล้านทั่วประเทศ

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไฟการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของฝรั่งเศสครั้งนี้ถูกจุดติดก็คือ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรับมือกับสถานการณ์โดยใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ส่งผลให้นักเรียนชายวัย 15 ปีคนหนึ่งต้องสูญเสียมือซ้าย ซึ่งเกิดจากแรงระเบิดของวัตถุระเบิดที่ตำรวจใช้ และนักเรียนชายวัย 14 ปีอีกคนหนึ่งที่กลายเป็นผู้พิการจากแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ยิงใส่ในระยะประชิด การกระทำอันรุนแรงต่อเด็กส่งผลให้การประท้วงถูกยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลของรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่า มีโรงเรียนอย่างน้อย 24 แห่งถูกจุดไฟเผาหรือได้รับความเสียหาย

ไฟแค้นที่มีจุดเริ่มต้นมาจากม็อบนักเรียนได้ลากเอาคนกลุ่มต่าง ๆ เข้ามาร่วมประท้วงด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งวันที่พีกที่สุดคือวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม โดยกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสระบุว่า มีประชาชนประมาณ 550,000 คนเข้าร่วมการเดินขบวนประมาณ 110 จุดทั่วฝรั่งเศสในวันดังกล่าว ขณะที่ ซีจีที (C.G.T.) สหภาพแรงงานใหญ่ของฝรั่งเศส ประเมินตัวเลขดังกล่าวสูงกว่านั้น โดยระบุว่า มีผู้ออกมาประท้วงมากถึง 800,000 คน

ตลอดเดือนตุลาคม สหภาพแรงงานและกลุ่มเคลื่อนไหวอื่น ๆ ได้ทยอยเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มนักเรียนเพิ่มมากขึ้น โดยมีการจัดกิจกรรมเดินขบวนที่ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเอกภาพร่วมกับกลุ่มนักเรียน พร้อมทั้งขยายการประท้วงไปยังประเด็นอื่น ๆ ที่ครอบคลุมกว้างขึ้น โดยบางกลุ่มได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามในอิหร่าน ด้านกลุ่มเกษตรกรได้เข้าร่วมด้วย เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อต้นทุนการเกษตรที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ การประท้วงครั้งล่าสุดยังปูทางสู่การกลับมาของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง (Yellow Vests) กลุ่มเคลื่อนไหวซึ่งเคยก่อเหตุประท้วงใหญ่มาแล้วเมื่อปี 2561 ระหว่างการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของมาครง จากความไม่พอใจต่อแผนขึ้นภาษีน้ำมัน ก่อนนำไปสู่การปิดถนนและเหตุรุนแรงต่อเนื่องหลายเดือน การกลับเข้ามาร่วมผสมโรงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองรอบนี้ ใช้วิธีโหมโรงผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียเพื่อปลุกระดมประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุม โดยยังคงชูประเด็นเดิมคือความไม่พอใจเกี่ยวกับราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น

จากม็อบอุดมการณ์ สู่เหตุการณ์จลาจลและการปล้นสะดม

วลีที่ว่า จงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส มักนำมาใช้เพื่อสอนผู้ที่เผชิญวิกฤตชีวิตให้กลับมาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง แต่เหล่าหัวขโมยที่แฝงตัวอยู่ในม็อบประวัติศาสตร์ครั้งนี้กลับใช้วิกฤตในการสร้างโอกาสอย่างเห็นแก่ตัวและไร้จิตสำนึก สื่อทั่วโลกแพร่ภาพข่าวที่น่าอดสูของกลุ่มคนที่ใช้ของแข็งทุบกระจกร้านค้าแบรนด์เนมและร้านสะดวกซื้อ แล้วบุกรุกเข้าไปขโมยสินค้าโดยไม่ละอายใจ หลายคนทุบตู้กระจกแล้วกวาดเอานาฬิกาแบรนด์หรู กระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องประดับ และสินค้าราคาแพงอีกมากมายใส่กระเป๋าแล้ววิ่งออกจากร้าน ขณะที่คนอีกจำนวนมากบุกเข้าร้านสะดวกซื้อแล้วโกยสินค้ามากมายออกไป นอกจากนี้ ยังปรากฏภาพข่าวการเผาร้านค้าอีกหลายแห่ง

คาร์ฟูร์ (Carrefour) เครือข่ายห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด เนื่องจากมีสาขากระจายอยู่เป็นจำนวนมากตามเมืองใหญ่อย่างกรุงปารีส เมืองลียง และเมืองมาร์กเซย โดยบริษัทคาดการณ์ว่าความเสียหายอาจสูงถึง 200 ล้านยูโร จากเหตุจลาจล การปล้นสะดม และมาตรการเคอร์ฟิว เนื่องจากห้างคาร์ฟูร์มากกว่า 50 แห่งถูกโจมตีและถูกปล้นสะดมตั้งแต่ช่วงแรกของการจลาจล ส่งผลให้บริษัทตัดสินใจปิดห้างกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ คาร์ฟูร์ได้ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการในปีงบการเงิน 2569 และคาดว่าต้นทุนการใช้จ่ายจะสูงขึ้นด้วย ซึ่งรวมถึงการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากภายนอก

การเผาร้านค้าลุกลามไปสู่การเผาทำลายสถานที่สำคัญอื่น ๆ อย่างคึกคะนอง โดยที่เมืองมาร์กเซย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของฝรั่งเศส กลุ่มผู้ประท้วงสวมหน้ากากบุกเข้าไปในอาคารของรัฐบาลและโค่นรูปปั้นมาริอานน์ (Marianne) สัญลักษณ์ประจำชาติของฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังมีการเผาศาลาว่าการเมืองลิโมฌ (Limoges) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอายุกว่า 100 ปีของฝรั่งเศส โดยสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางการบริหารงานเมือง แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานานกว่าศตวรรษของฝรั่งเศส ซึ่งการเผาทำลายศาลาว่าการแห่งนี้ได้สร้างความตกตะลึงแก่ผู้คนทั่วโลก และเมื่อชาวฝรั่งเศสหันกลับมามองสภาพบ้านเมืองตัวเองหลังฝุ่นเริ่มจาง พวกเขาก็รู้สึกหดหู่ที่เห็นร้านค้าและสถานที่สำคัญถูกทำลาย รวมทั้งซากรถยนต์ที่ถูกไฟไหม้จนเหลือแต่โครง

ออกมาตรการล้อมคอก จับกุมผู้กระทำผิด-ประกาศเคอร์ฟิว แต่ยังเอาไม่อยู่

รุ่งเช้าของวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม มาครงแถลงผ่านทางสถานีโทรทัศน์ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศว่า รัฐบาลจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่ก่อเหตุจลาจลระหว่างการประท้วงทั่วประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม โดยประกาศกร้าวว่า ผู้ที่ทำลายข้าวของต้องจ่ายค่าเสียหาย ผู้ที่ปล้นสะดมต้องชดใช้

มาครงสั่งการให้เซบาสเตียง เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรี ตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อรับมือวิกฤตการณ์ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถอดบทเรียนทั้งหมดจากเหตุการณ์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการรวบรวมข่าวกรองและการประเมินสถานการณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

ระหว่างการแถลง มาครงประกาศว่ารัฐบาลจะทำงานร่วมกับนักเรียน ครู สหภาพการค้า องค์กรนายจ้าง และเจ้าหน้าที่ เพื่อพัฒนาการตอบสนองต่อข้อกังวลของคนหนุ่มสาว พร้อมกับแสดงความเข้าอกเข้าใจถึงความกังวลที่บรรดาคนหนุ่มสาวในโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยได้แสดงออกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และยอมรับว่าการประท้วงครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับค่าครองชีพและราคาน้ำมัน

แต่ดูเหมือนว่าการตอบสนองของรัฐบาลมาครงจะเป็นแค่การ ล้อมคอก เพราะแม้จะมีการจับกุมผู้กระทำความผิดได้กว่า 2,000 คน แต่สถานการณ์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง จนทำให้รัฐบาลตัดสินใจประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ในช่วงค่ำของวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม และจากนั้นก็ได้ขยายเวลาการใช้มาตรการเคอร์ฟิวออกไปอีก โดยครอบคลุมพื้นที่อีกหลายเมือง

มาตรการเคอร์ฟิวดูเหมือนจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประท้วง เมื่อพวกเขาประกาศว่าจะจัดการชุมนุมประท้วงรอบใหม่ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้ ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีเลอกอร์นูสั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมประท้วงรอบใหม่ ขณะที่โลรองต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสประกาศว่า รัฐบาลจะส่งกำลังทหารจากหน่วยปฏิบัติการซองติแนลของกองทัพฝรั่งเศสเข้ามาช่วยป้องกันเหตุรุนแรงระหว่างการชุมนุมประท้วงในวันเสาร์ที่จะถึงนี้

หวั่นการประท้วงซ้ำเติมเศรษฐกิจ-การคลังฝรั่งเศส

นักวิเคราะห์หลายรายกังวลว่าการประท้วงและการจลาจลที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศให้ย่ำแย่ลงอีก โดยในไตรมาส 2 ของปีนี้ อัตราการว่างงานของฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นแตะ 8.3% คิดเป็นจำนวนผู้ว่างงานมากถึง 2.7 ล้านคน ขณะที่อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 21.6%

ส่วนเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนกันยายนพุ่งขึ้น 3.1% เมื่อเทียบรายปี เร่งตัวขึ้นจาก 2.4% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ราคาพลังงานทะยานขึ้นถึง 21.3%

นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่สงบทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะและงบประมาณของฝรั่งเศส โดยชารอน เบลล์ นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องยากที่จะทำให้การขาดดุลงบประมาณของฝรั่งเศสลดลงโดยไม่ต้องใช้มาตรการที่สร้างความเจ็บปวด ขณะที่ไมค์ เบลล์ นักวิเคราะห์จาก RBC BlueBay Asset Management กล่าวว่า ฝรั่งเศสมีความเสี่ยงที่จะเผชิญวิกฤตหนี้สาธารณะ พร้อมกับกล่าวว่า สิ่งที่ฝรั่งเศสจำเป็นต้องทำคือการจัดระเบียบฐานะการคลัง โดยต้องปรับเพิ่มอายุเกษียณ เพราะคุณไม่สามารถให้ประชาชนเกษียณเมื่ออายุ 62 ปีได้ ในเมื่อคนทั่วไปมีอายุขัยเฉลี่ยถึง 84 ปี

จับตา มารีน เลอเปน โหนกระแสม็อบเข้าสู่ทำเนียบเอลิเซ

ในขณะที่ฝรั่งเศสเตรียมจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนเมษายนปีหน้า บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างก็มองไปในทางเดียวกันว่า กระแสความโกรธแค้นของประชาชนชาวฝรั่งเศสในขณะนี้ อาจเป็นการปูพรมแดงให้ มารีน เลอเปน ผู้นำพรรค National Rally ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาจัด ผงาดขึ้นมาเป็นตัวเต็งในการคว้าชัยเลือกตั้ง โดยการเลือกตั้งในปีหน้าจะจัดขึ้นสองรอบ รอบแรกคือเดือนเมษายน และรอบสองหรือรอบตัดเชือก จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม

ก่อนหน้านี้ เลอเปน เคยผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งรอบสองทั้งในปี 2560 และ 2565 แต่เธอพ่ายแพ้ไปในที่สุด อันเนื่องมาจากการระดมกำลังของพรรคต่าง ๆ ที่สกัดไม่ให้เธอชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากกังวลว่าอาจทำให้อนาคตของฝรั่งเศสในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ต้องสั่นคลอน จากการที่เธอมีจุดยืนต่อต้าน EU

แต่ผลสำรวจในขณะนี้แสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์ความไม่สงบเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้คะแนนนิยมของเลอเปนสูงกว่านักการเมืองคนอื่น ๆ ซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ว่า เธออาจจะคว้าชัยชนะและเดินเข้าสู่ทำเนียบเอลิเซแบบลอยลำ

จากฝรั่งเศสสู่ยุโรป ไฟประท้วงถูกจุดติดด้วยปมปัญหาเดียวกัน

นอกเหนือจากฝรั่งเศสแล้ว ขณะนี้หลายประเทศในยุโรปก็เกิดเหตุการณ์ประท้วงเช่นกัน โดยมีปมปัญหาเดียวกันคือความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพและการบริการสาธารณะ

ในอิตาลี ประชาชนจำนวนมากได้ออกมาเดินขบวนประท้วงในใจกลางเมืองมิลานเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาค่าครองชีพ สิทธิแรงงาน และการศึกษา โดยการประท้วงจบลงด้วยความรุนแรง หลังกลุ่มผู้ก่อจลาจลใช้ก้อนหินและแผ่นปูพื้นถนนขว้างใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมจุดไฟเผาสิ่งกีดขวางบนถนน

ส่วนในแอลเบเนีย ผู้ประท้วงไม่พอใจต่อสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยที่ย่ำแย่และค่าเล่าเรียนที่สูง พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเอดี รามา ลาออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ ผู้ประท้วงบางส่วนได้ขว้างระเบิดขวดและสิ่งของอื่น ๆ ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงจุดไฟเผารถยนต์และถังขยะ

ในสเปน การประท้วงเกี่ยวกับปัญหาที่อยู่อาศัยเปิดฉากขึ้นในเดือนกันยายน โดยมีชนวนเหตุมาจาก มาริการ์เมน อาบัสกัล หญิงชราวัย 87 ปีที่ถูกขับไล่ออกจากที่พัก เนื่องจากกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งหนึ่งปรับขึ้นค่าเช่าถึง 230% ส่งผลให้เธอเสียชีวิตในอีกสองสัปดาห์ต่อมา

ขณะที่โปรตุเกสได้มีผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาชุมนุมตามท้องถนนเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

คนจำนวนมากตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดความไม่พอใจจึงเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศของยุโรป คำตอบส่วนหนึ่งคือประชาชนเผชิญปัญหาที่คล้ายกัน ตั้งแต่ค่าครองชีพ ระบบการศึกษา ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม การเลือกปฏิบัติ ปัญหาที่อยู่อาศัย ความไม่พอใจที่มีต่อการบริการสาธารณะ และการที่ประชาชนมีความรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีความมั่นคงในชีวิต

ภาพรวมของยุโรปในเวลานี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงสะท้อนภาพความวุ่นวายของสังคมเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของยุโรป และอาจทำให้การเมืองของยุโรปมาถึงจุดเปลี่ยนด้วยเช่นกัน

โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กัลยาณี ชีวะพานิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ