QUICK ปิดเทรดวันแรกที่ ที่ 7.10 บาท เพิ่มขึ้น 1.45 บาท หรือ +25.66% จากราคา IPO ที่ 5.65 บาท มูลค่าซื้อขาย 461.88 ล้านบาท จากราคาเปิด 6.10 บาท ราคาสูงสุด 7.15 บาท ราคาต่ำสุด 5.80 บาท
บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บมจ.ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น [QUICK] ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีมากว่า 20 ปี และเป็นพันธมิตรของ Microsoft ต่อเนื่องกว่า 12 ปี จุดที่ทำให้บริษัทฯ แตกต่างจากผู้ให้บริการ ERP ทั่วไปคือความสามารถในการเชื่อมระบบบริหารองค์กรเข้ากับระบบหน้างานและเครื่องจักรผ่าน IoT และ AI ได้ภายในโครงการเดียว ประกอบกับสถานะ Specialist Partner ใน Dynamics 365 Finance & Operations ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์ทั้งด้านประสบการณ์และบุคลากรได้รับการรับรอง ปัจจุบันพนักงานระดับอาวุโส 38 คน หรือคิดเป็น 92.68% ได้รับใบรับรองจาก Microsoft และบริษัทฯ ได้รับรางวัล Microsoft Thailand Partner of the Year 2023 สาขา Dynamics 365 Finance เมื่อเทียบกับ Microsoft Partner ที่ให้บริการ Dynamics 365 ใกล้เคียงกัน รายได้ปี 2568 ที่ 301.44 ล้านบาท อยู่ในอันดับ 4 รองจากฟูจิตสึประเทศไทย ภัทร โปรเกรส และอินโนวิซ โซลูชั่นส์
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังผูกกับ Microsoft เกือบทั้งหมด License ของ Microsoft คิดเป็น 97.54% ของรายได้ License ใน 6M/69 และ Business Solutions คิดเป็น 86.16% ของรายได้รวม ขณะที่ IoT Solutions ซึ่งเป็นจุดขายเรื่องความครบวงจรมีสัดส่วนเพียง 2.99% และลดลงต่อเนื่องจาก 5.09% ในปี 2566 นอกจากนี้ การขาย License ต้องอิงราคาประกาศของเจ้าของผลิตภัณฑ์ อัตรากำไรขั้นต้นจาก License จึงอยู่ที่เพียง 27.99% เทียบกับ 62.84% ของงานบริการ และสถานะ Partner ยังต้องผ่านการประเมินจาก Microsoft ทุกปี เราจึงมองว่าความได้เปรียบของบริษัทฯ ขึ้นอยู่กับนโยบายและราคาของ Microsoft ค่อนข้างมาก
รายได้เร่งตัวจาก Backlog และมาร์จิ้นได้แรงหนุนจากค่าแรงที่เป็นต้นทุนคงที่
รายได้รวมเติบโตจาก 229.74 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 301.44 ล้านบาทในปี 2568 โดยปี 2568 เพียงปีเดียวเติบโต 25.20% และยังเร่งตัวต่อเนื่องใน 6M/69 ที่ 166.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.10% YoY แรงขับหลักมาจากงานติดตั้งและปรับแต่งระบบของ Business Solutions ที่เพิ่มขึ้น 58.84% YoY เป็น 71.67 ล้านบาท จากการทยอยรับรู้งานค้างส่งมอบ 98.08 ล้านบาทที่ยกมาจากสิ้นปี 2568 และโครงการใหม่ที่เริ่มในปีนี้ ด้วยต้นทุนบริการส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนพนักงานซึ่งไม่ได้เพิ่มตามรายได้ อัตรากำไรขั้นต้นงานบริการจึงขยับขึ้นเป็น 62.84% จาก 57.05% และอัตรากำไรขั้นต้นรวมขึ้นเป็น 47.49% จาก 42.01% ในงวดเดียวกันของปีก่อน อีกจุดที่เราชอบคือรายได้ส่วนที่เกิดซ้ำค่อนข้างสูง License ราว 86% เป็นแบบ Subscription อัตราการต่ออายุ License ปี 2568 อยู่ที่ 85.26% และอัตราการต่อสัญญา MA เฉลี่ยอยู่ที่ 87.30% ณ สิ้นไตรมาส 2/69 บริษัทฯ มีงานที่ยังไม่ได้ส่งมอบ 104.07 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 99.26 ล้านบาทคาดว่าจะรับรู้ภายในปีนี้ เทียบได้ราว 58% ของรายได้ขายและบริการในครึ่งหลังปี 2568 โดยยังไม่นับ License ที่ต่ออายุระหว่างงวด
กำไร 6M/69 ที่โตกว่าเท่าตัวมีผลจากฐานต่ำ
กำไรสุทธิ 6M/69 อยู่ที่ 34.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105.10% YoY แต่ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำ เนื่องจากงวดเดียวกันของปีก่อนมีการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 5.96 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้มีการกลับรายการ 0.27 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวออก เราประเมินว่ากำไรก่อนภาษีเติบโตราว 52% YoY ซึ่งยังถือว่าแข็งแรง ส่วนที่ควรระวังคือแนวโน้มรายไตรมาส กำไรสุทธิไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 14.13 ล้านบาท แม้เพิ่มขึ้น 114.9% YoY แต่ลดลง 29.6% QoQ จาก 20.08 ล้านบาทในไตรมาส 1/69 และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 43.19% จาก 51.91% เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากการขาย License ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็นราว 49% ของรายได้ขายและบริการ จากราว 39% ในไตรมาสก่อน ประกอบกับอัตรากำไรงานบริการที่ลดลงเหลือราว 60% จากราว 66%
ด้านภาษี บริษัทฯ ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนซึ่งเริ่มมีรายได้ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2567 ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี แต่มีเพดานไม่เกินค่าใช้จ่ายจริงตามโครงการ เช่น เงินเดือนบุคลากรไอทีที่จ้างเพิ่ม ค่าฝึกอบรม และค่าใบรับรอง อัตราภาษีที่แท้จริงจึงลดลงเหลือ 7.8% ในปี 2568 และ 6.4% ใน 6M/69 จาก 17.3% ในปี 2567 หากคิดภาษีในอัตราปกติ 20% เราประเมินว่ากำไรย้อนหลัง 4 ไตรมาสจะอยู่ที่ราว 60.05 ล้านบาท แทนที่จะเป็น 69.50 ล้านบาท จุดที่ต่างจากหุ้น BOI ทั่วไปคือสิทธิประโยชน์มีระยะยาวถึงราวปี 2575 และเพดานผูกกับการจ้างบุคลากรเพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับแผนขยายทีมของบริษัทฯ
งบดุลเบาและได้เงินล่วงหน้าจากลูกค้า แต่ผลิตภัณฑ์ของตนเองยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
ธุรกิจของ QUICK ใช้เงินลงทุนต่ำและได้รับเงินล่วงหน้าจากลูกค้า วงจรเงินสดจึงติดลบ 42.51 วันใน 6M/69 โดยมีหนี้สินที่เกิดจากสัญญา 41.47 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อ EBITDA อยู่เพียง 0.17 เท่า และมีเงินสด 66.28 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/69 แม้ D/E จะอยู่ที่ 2.31 เท่า แต่ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินจากการดำเนินงานที่ไม่มีดอกเบี้ย ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ค่อนข้างต่ำเพียง 62.94 ล้านบาท ทำให้ ROE สูงถึง 112.86% ซึ่งจะปรับลดลงมากหลังรับเงินจาก IPO เราประเมินมูลค่าตามบัญชีหลัง IPO ไว้ที่ราว 2.05 บาทต่อหุ้น โดยคำนวณจากส่วนของผู้ถือหุ้นหลังจ่ายปันผลระหว่างกาล 44.74 ล้านบาท บวกเงินระดมทุนสุทธิ 164.42 ล้านบาท คิดเป็น P/BV ราว 2.8 เท่าที่ราคา IPO ในระยะยาว บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายยอดขายผลิตภัณฑ์ของตนเองผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย แต่ค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาที่ผ่านมายังต่ำมาก เพียง 0.65 ล้านบาทในปี 2568 และ 0.07 ล้านบาทใน 6M/69 เมื่อเทียบกับเงิน IPO ที่จัดสรรให้ R&D 32.88 ล้านบาท การเติบโตจากผลิตภัณฑ์ของตนเองจึงยังต้องใช้เวลาพิสูจน์
แม้ปรับฐานภาษีเป็นอัตราปกติ ราคา IPO ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม
เนื่องจากสิทธิประโยชน์ BOI มีเพดานวงเงิน เราจึงทดลองปรับกำไรสุทธิย้อนหลัง 4 ไตรมาสให้เสียภาษีในอัตราปกติ 20% กำไรจะลดลงเหลือราว 60.05 ล้านบาท หรือ 0.59 บาทต่อหุ้นแบบ Fully Diluted คิดเป็น P/E ที่ราคา IPO ราว 9.6 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าบริษัทที่ปรึกษาด้านดิจิทัลอย่าง HUMAN ที่ 11.62 เท่า BBIK ที่ 10.97 เท่า และ BE8 ที่ 18.46 เท่า รวมถึงค่าเฉลี่ยกลุ่มเทคโนโลยีใน mai ที่ 26.44 เท่า เรามองว่าส่วนลดดังกล่าวสะท้อนขนาดธุรกิจที่ยังเล็ก การพึ่งพา Microsoft และสภาพคล่องการซื้อขายที่จำกัดของหุ้นขนาดเล็ก
การระดมทุนครั้งนี้มุ่งใช้เพื่อการเติบโตเป็นหลัก ไม่ได้นำไปชำระหนี้
เงินสุทธิ 164.42 ล้านบาท จะแบ่งเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น Quick MES, Quick PM, Quick Carbon R, Quick CRM และ Qoot AI 32.88 ล้านบาท โครงการ Quick Academy และ Talent Pool 32.88 ล้านบาท การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอีก 32.88 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้ระบุเป้าหมาย และเงินทุนหมุนเวียน 65.78 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการขยายทีม AI & Data และเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย โดยทั้งหมดมีกำหนดใช้ในปี 25702572 ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อ ได้แก่ การรับรู้งานค้างส่งมอบและยอดงานใหม่ในครึ่งหลังปี 2569 ทิศทางอัตรากำไรขั้นต้นหลังจากที่อ่อนตัวลงในไตรมาส 2/69 อัตราการต่ออายุ License และสัญญา MA รวมถึงสถานะ Partner กับ Microsoft ความคืบหน้าของการลงทุนเชิงกลยุทธ์ 32.88 ล้านบาท และอัตราภาษีที่แท้จริงรายไตรมาส ซึ่งจะบอกได้ว่าเพดานสิทธิ BOI ยังครอบคลุมกำไรหรือไม่
ความเสี่ยง ได้แก่การพึ่งพาผลิตภัณฑ์และสถานะ Partner ของ Microsoft ซึ่งต้องผ่านการประเมินทุกปี การแข่งขันแย่งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งเงินเดือนเป็นต้นทุนหลักของงานบริการ โดยอัตราการลาออกเฉลี่ยในช่วงปี 2566ไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 14.52% รายได้งานโครงการรับรู้ตามความคืบหน้าของงาน จึงอาจผันผวนรายไตรมาสและมีความเสี่ยงต้นทุนบานปลาย ลูกค้ากลุ่มการผลิตคิดเป็นราว 51% ของรายได้ ทำให้อ่อนไหวต่อวงจรการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงความเสี่ยงหนี้สูญ ซึ่งในปี 2568 บริษัทฯ ตั้งค่าเผื่อไว้ 4.61 ล้านบาท และกลุ่มนายไพศาล แซ่ลี้ และคู่สมรสถือหุ้นรวม 37.76% หลัง IPO โดยหุ้นที่ติด Silent Period มีสัดส่วน 55% และผู้ถือหุ้นเดิมสมัครใจห้ามขายเพิ่มอีก 13.63% เป็นเวลา 6 เดือน
จากการประเมินมูลค่าเบื้องต้นด้วย PER ย้อนหลัง 1 ปีที่ราคา IPO 5.65 บาท คิดเป็น 8.29 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มเทคโนโลยีใน mai ที่ 26.44 เท่า และต่ำกว่าบริษัทที่ใกล้เคียงอย่าง HUMAN และ BBIK แม้กำไรจะได้แรงหนุนจาก BOI มองว่าราคา IPO ยังมี Upside
โดย วรินทร ศิรินอก