CREDIT โชว์กำไร Q3/69 แกร่งทำ New High จากสินเชื่อขยายตัว-NPL ลด แม้ NIM เริ่มชะลอ

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday October 21, 2026 18:02 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต [CREDIT] กล่าวว่า ผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 69 มีกำไรสุทธิสะสม 3,392.9 ล้านบาท เติบโตกว่า 19.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ทำสถิติกำไรสุทธิรายไตรมาสสูงสุดใหม่ที่ 1,239.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 22.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรต่อหุ้นของธนาคารอยู่ที่ 2.75 บาท/หุ้นในงวด 9 เดือนแรก และ 1.01 บาท/หุ้นในไตรมาส 3/69 สะท้อนศักยภาพการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและฐานะทางการเงินที่มั่นคง

ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของยอดเงินให้สินเชื่อรวม ซึ่งเติบโต 13.8% เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 202,102.8 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3/69 โดยการเติบโตหลักของสินเชื่อรวมมาจากกลุ่มสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME (MSME) ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 14.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตอบรับความสำเร็จจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และศูนย์ธุรกิจสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอี ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการเสริมสภาพคล่องของผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด

ขณะที่สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกันขยายตัว 10.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสินเชื่อบุคคลเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 30.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลอดจนการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 1,337.2 ล้านบาท หรือ 9.9% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อ ในส่วนธุรกิจหลัก รวมถึงรายได้เงินชดเชย FIDF จากมาตรการคุณสู้เราช่วยและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ จากเหตุอุทกภัยทางภาคใต้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของธนาคารในไตรมาส 3/69 ลดลง 2.3% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักจากการชำระคืนเงินกู้ยืมจาก IFC ในช่วงไตรมาส 2/69

แม้ว่าภาพรวมอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) งวด 9 เดือนแรกของปี 69 จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 7.3% จาก 7.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ส่วนต่างอัตรารายได้ดอกเบี้ยสุทธิรายไตรมาสมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 1/69 มาอยู่ที่ 7.6% ในไตรมาสที่ 3/68 ปัจจัยหลักจากจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและการปรับกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง อาทิ สินเชื่อ SME กล้าช่วย สำหรับผู้ประกอบการมีที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง, SME กล้าสู้ ที่นำเกณฑ์การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Pricing), ตลอดจนผลิตภัณฑ์ Micro Max ที่ขยายวงเงินสินเชื่อครอบคลุมกลุ่มผู้ค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศ

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังคงรักษาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการได้อย่างรัดกุม โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs Ratio) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4% จากเดิม 4.2% ในไตรมาสที่ 3/68 ขณะที่อัตราส่วนการกันสำรองเพื่อครอบคลุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) ปรับตัวดีขึ้นจาก 148.2% ในไตรมาส 2/69 มาอยู่ที่ 156% สะท้อนถึงการตั้งสำรองอย่างรอบคอบเพื่อเสริมเกราะป้องกันรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต สอดรับกับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ธนาคารไทยเครดิตยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจในปี 69 ด้วยความรอบคอบและยึดมั่นในวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด โดยตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในระดับเลขสองหลัก ควบคู่กับการควบคุมสัดส่วน NPL ให้ต่ำกว่าร้อยละ 4.5 เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการยกระดับดิจิทัลแพลตฟอร์ม ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง พร้อมทั้งนำแนวทางการพิจารณาสินเชื่อที่ยืดหยุ่นมาปรับใช้ โดยประเมินกระแสเงินสดควบคู่กับหลักประกัน เพื่อเติมเต็มสภาพคล่องแก่ธุรกิจที่มีศักยภาพ และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคง นายรอยย์ กล่าว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ