ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเล็กน้อยในวันพุธ (21 ต.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มการเงินที่ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดตอกย้ำการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจำกัดช่วงขาขึ้นของดัชนี
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,752.88 จุด เพิ่มขึ้น 19.88 จุด หรือ +0.19%
หุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้น โดยหุ้น BP และหุ้น Shell เป็นหุ้นที่ช่วยหนุนดัชนี FTSE 100 มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
อังกฤษอนุมัติโครงการแหล่งก๊าซแจ็กดอว์ในทะเลเหนือ ยุติข้อพิพาททางกฎหมายและการเมืองที่ยืดเยื้อมาหลายปี ขณะที่รัฐบาลพรรคแรงงานพยายามสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศกับความมั่นคงทางพลังงาน
หุ้น Aberdeen Group ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์และเป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี FTSE 100 ร่วงลง 4% หลังส่งสัญญาณว่าเงินทุนไหลเข้าสู่ธุรกิจที่ให้บริการที่ปรึกษาจะกลับมาเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
ด้านหุ้นขนาดกลาง หุ้น Halfords ซึ่งจำหน่ายสินค้าตั้งแต่จักรยานไปจนถึงชิ้นส่วนรถยนต์ ร่วงลงประมาณ 8.6% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี FTSE 250 หลังรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก
อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษเพิ่มขึ้นแตะ 3.5% ในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 3.4% เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ตลาดการเงินคาดการณ์เกือบแน่นอนว่าธนาคารกลางอังกฤษจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนพ.ย.
จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีคลังอังกฤษ เผชิญแรงกดดันก่อนการประกาศงบประมาณในสัปดาห์หน้า หลังข้อมูลอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า การกู้ยืมของรัฐบาลสูงกว่าคาดการณ์เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเกิน 3 ล้านล้านปอนด์ (4.01 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)
นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดคาดหวังให้นโยบายเศรษฐกิจอังกฤษมีเสถียรภาพและงบประมาณชุดใหม่เอื้อต่อตลาดอยู่แล้ว จึงอาจจำกัดโอกาสปรับขึ้นของดัชนี FTSE 100 โดยเฉพาะหากมาตรการดังกล่าวหนุนให้เงินปอนด์แข็งค่า ซึ่งอาจกดดันรายได้และกำไรของบริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศ พร้อมคงมุมมองที่เป็นกลางต่อตลาดหุ้นอังกฤษ
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช