ปกรณ์ ร่วมเวทีประชุม OECD หารือ รมว.ยุติธรรม ตุรกี-สเปน ประกาศความมุ่งมั่นเข้าร่วมเป็นสมาชิกฯ เผยไทยนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในระบบกฎหมาย-ช่วยประชาชนเข้าถึงง่าย-ทบทวนทุก 5 ปีให้ทันบริบทโลก เชื่อความยุติธรรมคือองค์ประกอบสำคัญการเติบโตที่ทั่วถึงยั่งยืน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย นำคณะผู้แทนประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ที่จัดโดย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ณ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี
พร้อมทั้งประชุมระดับทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของ OECD และ รมว.ยุติธรรมประเทศตุรกี และสเปน เพื่อเน้นย้ำความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อผลักดันนโยบายปรับเปลี่ยนโครงสร้างราชการ และระบบยุติธรรมของไทย
นายปกรณ์ ได้กล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ ความยุติธรรมและการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจผู้ประกอบการรายย่อย โดยกล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมการประชุม และแบ่งปันประสบการณ์ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD
กระบวนการดังกล่าว จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย ที่จะใช้เป็นแรงผลักดันในการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม เพราะความยุติธรรมที่เราต้องการมากที่สุด คือ ความยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ความยุติธรรมที่มีอยู่เพียงบนหน้ากระดาษ
การแลกเปลี่ยนในวันนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการอำนวยความยุติธรรมแก่คู่ความในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการช่วยเร่งให้รัฐบาลสามารถให้บริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ความยุติธรรมยังช่วยสร้างความแน่นอน ความไว้วางใจ และความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน นายปกรณ์ กล่าว
พร้อมระบุว่า คำพิพากษาของศาล มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้รัฐบาลกำหนดกฎระเบียบให้มีความชัดเจน น่าเชื่อถือ และสร้างความเป็นธรรมระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
สำหรับคำพิพากษายังสามารถกระตุ้นให้รัฐบาลส่งเสริมหลักนิติธรรม ปรับโครงสร้างองค์กร และออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อลดต้นทุนและภาระของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ความยุติธรรมยังสะท้อนให้เห็นว่า หากรัฐบาลนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการสาธารณะ ประชาชน และภาคธุรกิจก็จะได้รับประโยชน์ การดำเนินการดังกล่าว ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและภาระของประชาชนและภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมอีกด้วย
นายปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้นำข้อสะท้อนจากคำพิพากษาของศาล มาผลักดันนโยบายรัฐบาลดิจิทัลและรัฐบาลแบบเปิด ประชาชนสามารถเข้าถึงกฎหมายและข้อมูลของภาครัฐได้อย่างง่ายดาย และโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต กฎหมายทุกฉบับต้องได้รับการทบทวนอย่างน้อยทุก 5 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากมีความเหมาะสม เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ ก่อนการยกร่างกฎหมาย ยังต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมาย หรือ RIA และดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐทุกแห่ง ต้องจัดทำให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถอ่านและประมวลผลได้ ข้อมูลเหล่านั้นต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ และเชื่อมโยงถึงกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยให้ภาครัฐสามารถให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างถูกต้อง สะดวก และมีต้นทุนต่ำที่สุด
พร้อมเชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล สามารถช่วยเสริมสร้างการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับทุกคนได้ ซึ่งในประเทศไทย ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Court ซึ่งเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ได้ช่วยลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการและต้นทุนในการดำเนินคดีของคู่ความลงอย่างมาก
ประชาชนและ SMEs สามารถยื่นคดีผ่านระบบ E-Court ได้ด้วยตนเอง และได้รับความยุติธรรมอย่างทันท่วงที จำนวนคดีที่ยื่นผ่านระบบ E-Court เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี เมื่อเปรียบเทียบกับการยื่นคดีในรูปแบบดั้งเดิม ในขณะเดียวกัน กระบวนพิจารณาคดีในรูปแบบดั้งเดิมของศาล ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนและภาระที่ไม่จำเป็นของประชาชน และภาคธุรกิจเช่นเดียวกัน
นายปกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ประเทศไทยยังส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือก โดยเฉพาะการประนอมข้อพิพาทและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนอกศาล เพื่อช่วยลดภาระจากการดำเนินคดีอย่างเป็นทางการสำหรับประชาชนและ SMEs โดยรัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยงานด้านการประนอมและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไว้ทั่วประเทศ
ขณะนี้ ประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และเราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ความยุติธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ และความเชื่อมั่น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความยินดีที่จะมุ่งมั่นดำเนินการให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ลดอุปสรรคและความติดขัด ลดกฎระเบียบและขั้นตอนทางราชการที่ไม่จำเป็น รองนายกรัฐมนตรี ระบุ
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์