ในที่สุดก็มาถึงวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย โอบรับการมาถึงของ Stablecoin อย่างเป็นทางการ เปิด Hearing แบบรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ Stablecoin เพื่อใช้ในการซื้อขาย ชำระ โอนเงิน รวมไปถึงสามารถซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ด้วย
ถึงแม้จะเป็นการเริ่มต้น อีกทั้งยังมีข้อจำกัดมากมาย แต่ก็นับเป็นการขับเคลื่อนที่ล้ำกว่าประเทศใด!!
*ธปท. เปิดทาง Stablecoin บาท! คุมเข้มเงินสำรอง 100% จำกัดผู้ออกเหรียญ
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่เอกสาร Hearing เปิดรับฟังความคิดเห็นการวางหลักเกณฑ์กำกับดูแล THB Stablecoin หรือ Stablecoin ที่อิงมูลค่าเงินบาท แต่ต้องย้ำก่อนว่าตอนนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอ ไม่ได้เปิดให้ใครออกเหรียญได้ทันที
แล้วกติกาที่ ธปท. เสนอ มีอะไรน่าสนใจบ้าง?
- 1 เหรียญ ต้องมีมูลค่าเท่ากับ 1 บาท ในระยะแรก ผู้ออกเหรียญต้องมีเงินฝากหนุนหลังเต็ม 100% และผู้ถือเหรียญต้องสามารถไถ่ถอนกลับเป็นเงินบาทในอัตรา 1 ต่อ 1 ได้ภายใน 1 วันทำการ เงินสำรองก็ต้องแยกออกจากทรัพย์สินบริษัท กระจายฝากไว้หลายธนาคาร เปิดเผยยอดเงินสำรองและจำนวนเหรียญทุกวัน และมีผู้ตรวจสอบภายนอกตรวจสอบอย่างน้อยปีละครั้ง
- ธปท. จะจำกัดจำนวนผู้ออกเหรียญ ช่วงแรกจะให้มี Issuer เพียงไม่กี่ราย เพื่อควบคุมความเสี่ยงและไม่ให้สภาพคล่องกระจัดกระจาย แต่ฝั่ง Wallet Provider หรือผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน จะไม่จำกัดจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาต หากผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเปิดการแข่งขันและพัฒนาบริการใหม่ ๆ
- Stablecoin บาท จะไม่มีดอกเบี้ย ธปท. เสนอห้ามผู้ออกเหรียญจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่อิงกับจำนวนเหรียญ หรือระยะเวลาถือครอง เพราะต้องการให้ใช้เป็นสื่อชำระเงิน ไม่ใช่เครื่องมือออมหรือลงทุน
- ทุก Wallet ต้องยืนยันตัวตน ทั้งผู้ใช้บริการและร้านค้าต้องผ่านการตรวจสอบตัวตน และจะโอนเหรียญได้เฉพาะระหว่าง Wallet ที่ผ่าน KYC แล้วเท่านั้น ผู้ออกเหรียญยังต้องมีความสามารถระงับ ยึด หรือทำลาย เหรียญที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมผิดกฎหมาย และมีข้อจำกัดเรื่องการ Bridge หรือ Wrap เหรียญออกไปนอกขอบเขตการกำกับดูแล ส่วน Wallet Provider ก็ห้ามเชื่อมต่อกับกระดานเทรดต่างประเทศที่อยู่นอกการกำกับของ ก.ล.ต.
แล้ว Stablecoin บาท เอาไปทำอะไรได้? ตามแนวทางที่ ธปท. เสนอ สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ โอนเงินระหว่างผู้ใช้งาน หรือชำระราคาซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและสินทรัพย์ Tokenized ได้ จุดเด่นคือรองรับธุรกรรมบนบล็อกเชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง และอาจช่วยให้การชำระเงินกับการส่งมอบสินทรัพย์เกิดขึ้นพร้อมกัน ลดขั้นตอนและระยะเวลาได้
อย่างไรก็ตาม กรอบที่เสนอค่อนข้างเข้มงวด ทั้งเรื่องเงินสำรอง การยืนยันตัวตน และการจำกัดการเชื่อมต่อออกนอกระบบ
จึงต้องติดตามกันต่อว่า เมื่อออกหลักเกณฑ์จริงแล้ว จะมีผู้ประกอบธุรกิจรายไหนเข้ามา และจะสามารถสร้างบริการที่ดีกว่าระบบชำระเงินเดิมได้มากแค่ไหน เพราะสำหรับประเทศไทยที่มีพร้อมเพย์ใช้งานอยู่แล้ว คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเราจะมี Stablecoin บาทหรือไม่ แต่คือ Stablecoin บาทจะเข้ามาแก้ปัญหาอะไรที่ระบบเดิมยังทำไม่ได้?
*มี Bitcoin ไม่ต้องขาย! Liberix เปิดทางใช้คริปโทค้ำ กู้เงินบาททำธุรกิจ
วันนี้ในไทยเรามีบริการที่ให้นำ Bitcoin ไปค้ำประกันแล้วกู้เงินบาทออกมาใช้ได้แล้ว!!
ผู้ให้บริการรายนี้ชื่อว่า Liberix ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเงินบาทที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักประกันรายแรกของไทย บริการนี้เรียกว่า Crypto-Backed Loan
แทนที่เราจะขาย Bitcoin เพื่อเอาเงินสด ก็สามารถนำ Bitcoin ไปวางเป็นหลักประกันแล้วกู้เงินบาทออกมาใช้ โดยยังมีสิทธิได้รับเหรียญคืนเมื่อชำระหนี้ครบตามสัญญา
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงคือ ดร. วิชิต ซ้ายเกล้า หรือพี่ชิต บิตคอยน์เนอร์ที่หลายคนรู้จัก ซึ่งพี่ชิตถือ Bitcoin มานานกว่า 10 ปี และเลือกนำ Bitcoin ไปค้ำประกันกับ Liberix เพื่อเอาเงินบาทมาพัฒนา Bantuk แพลตฟอร์มจับคู่งานขนส่งออนไลน์ โดยไม่ต้องขาย Bitcoin ที่ถืออยู่
พี่ชิตเปรียบเทียบไว้น่าสนใจว่า Bitcoin เหมือนน้ำในโอ่ง เวลาต้องใช้เงิน ไม่จำเป็นต้องเทน้ำทิ้งทั้งโอ่ง แต่สามารถนำมาใช้บางส่วนแล้วค่อยเติมกลับได้
แล้วสินเชื่อแบบนี้ทำงานยังไง? Liberix รองรับหลักประกัน 16 สกุล เช่น BTC, ETH, SOL, BNB, KUB และ XAUt ผู้กู้สามารถเลือกวงเงินได้ตั้งแต่ 30-70% ของมูลค่าหลักประกัน ระยะเวลาสัญญา 1-12 เดือน คิดดอกเบี้ยคงที่ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน สมมุติว่าเรามี Bitcoin มูลค่า 1 ล้านบาท ถ้าเลือก LTV 50% ก็จะกู้เงินบาทได้ 500,000 บาท
แล้ว Bitcoin ที่นำไปค้ำประกันจะถูกเก็บไว้ที่ไหน? บริษัทบอกว่าไม่ได้เก็บคริปโทฯ ของลูกค้าเอง แต่ใช้บริการของ Kryptodian ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ ทำหน้าที่เป็น Custodian
ด้าน นายวรภัทร พฤกษมาศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บริษัท ลิเบอริกซ์ จำกัด ได้ออกมาแชร์ว่า ความท้าทายของตลาดไทย ไม่ใช่แค่การบริหารความเสี่ยง แต่เป็นเรื่องความเข้าใจของลูกค้า เพราะลูกค้ารายย่อยจำนวนหนึ่ง ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การเอาคริปโทฯ มาค้ำประกันเงินกู้คืออะไร พร้อมยืนยันว่า
สิ่งที่เราเรียนรู้คือ ความเชื่อมั่นสำคัญกว่าดอกเบี้ย เราไม่อยากให้ใครกู้ไปเทรดเก็งกำไร แต่อยากให้กู้เท่าที่จำเป็นในวงเงินที่รับความผันผวนได้ เพื่อนำเงินไปสร้างกระแสเงินสดในธุรกิจจริง และนี่คือพันธกิจที่ Liberix ยึดถือ
ใครที่ยังนึกภาพไม่ออกว่า เราจะเอาบิทคอยน์มาค้ำเพื่อกู้เงินยังไง รอติดตามได้ใน Bitcoin Beyond HODL ซีรีส์สารคดีโดย Liberix ถ่ายทอดเรื่องราวการเปลี่ยนบิทคอยน์เป็นทุนทำธุรกิจจริง โดย ดร. วิชิต ตั้งแต่เทคนิคการบริหารสภาพคล่อง วินัยการใช้หนี้ ไปจนถึงแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน Bitcoin Beyond HODL-Real Stories by Liberix ได้วันที่ 25 ตุลาคมนี้ที่ช่องทางของ Liberix
และเคสนี้สะท้อนว่า Bitcoin เริ่มถูกนำมาใช้เป็นสินทรัพย์ทางการเงินมากกว่าแค่ซื้อขายเก็งกำไรแล้ว โดยเฉพาะคนที่ตั้งใจถือ Bitcoin ระยะยาว แต่ต้องการสภาพคล่องไปทำธุรกิจหรือแม้แต่รายย่อยก็สามารถเข้าไปลองใช้บริการนี้ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การกู้โดยใช้คริปโทฯ ค้ำประกันก็มีความเสี่ยง ถ้า Bitcoin ราคาร่วง มูลค่าหลักประกันจะลดลง ผู้กู้อาจต้องเติมหลักประกันเพิ่ม หรือถูกบังคับขายตามเงื่อนไขสัญญา
และถึงแม้จะไม่ได้ขาย Bitcoin ก็ยังมีดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เพราะฉะนั้น การใช้ Bitcoin ค้ำประกัน ไม่ได้ทำให้เราได้เงินมาฟรี ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ถืออยู่ให้กลายเป็นสภาพคล่อง โดยแลกกับภาระหนี้และความเสี่ยงที่ต้องบริหาร
*Bitget บุกไทย! เตรียมซื้อ GMO-Z.com เปิดทางตั้ง Exchange ภายใต้ไลเซนส์ไทย
ตลาด Crypto Exchange ของไทยกำลังจะมีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาเพิ่มแล้ว เพราะล่าสุด Bitget ประกาศแผนซื้อกิจการ GMO-Z.com Cryptonomics Thailand ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ Exchange และ Broker สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีใบอนุญาตในประเทศไทย
ดีลนี้ประกาศเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม โดย Bitget จะเข้าซื้อผ่านบริษัท BTGT Management Thailand และถ้าธุรกรรมสำเร็จ ก็จะทำให้ Bitget สามารถต่อยอดธุรกิจจากผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตและประสบการณ์ในตลาดไทยได้อยู่แล้ว
แต่ต้องย้ำว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ซื้อกิจการเสร็จ เพราะดีลยังต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงการอนุมัติเรื่องการเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุมกิจการก่อน
หลังจากนั้น Bitget จึงมีแผนจะนำแพลตฟอร์มซื้อขายของตัวเองมาให้บริการคนไทย ภายใต้กฎหมายและหลักเกณฑ์ของไทย
Gracy Chen, CEO ของ Bitget บอกว่า การเข้าสู่ตลาดใหม่ ไม่ใช่แค่นำแพลตฟอร์มไปเปิดให้บริการ แต่ต้องเข้าใจกฎหมาย มีความเชี่ยวชาญในตลาดท้องถิ่น และพร้อมลงทุนในระยะยาว ซึ่ง Bitget มองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดีลนี้น่าสนใจตรงที่ Bitget เลือกใช้วิธีซื้อกิจการที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว แทนที่จะเริ่มสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์ และถ้าดีลสำเร็จ ก็อาจทำให้การแข่งขันในตลาด Exchange ไทยเข้มข้นขึ้น ทั้งเรื่องค่าธรรมเนียม สภาพคล่อง และบริการที่เสนอให้ผู้ลงทุน
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกผลิตภัณฑ์ที่ Bitget เปิดให้บริการในต่างประเทศ จะสามารถนำมาเปิดในไทยได้ทั้งหมด เพราะยังต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของไทยด้วย
อีกเรื่องที่ต้องติดตามคือ Bitget จะนำอะไรเข้ามาแข่งกับ Exchange ที่มีอยู่ในไทย แล้วการมีผู้เล่นระดับโลกเข้ามาเพิ่มจะทำให้ผู้ลงทุนไทยมีทางเลือกที่ดีขึ้นแค่ไหน
ตอนนี้ดีลยังไม่จบ แต่ถ้าผ่านการอนุมัติ ตลาด Exchange คริปโทฯ ไทยก็น่าจะมีการแข่งขันที่น่าจับตาขึ้นอีก
โดย ดวงกมล คล่องบุญจิต