นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ New S-Curve Thailand ในงาน CEO Econmass Award 2026 ว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยปีนี้โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) ทั้งปีนี้จะขยายตัวได้ราว 2.1-2.5% ขณะที่การส่งออกปีนี้คาดขยายตัว 18-25% ดีเกินคาด อัตราเงินเฟ้อ 3%
โดยมองว่าปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ให้ดีขึ้นอย่างมาก คือการที่รัฐบาลเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด
นายพจน์ ระบุว่า สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจดีขึ้น คือการที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน พร้อมทั้งมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากเศรษฐกิจ (กรอ.) ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคณะกรรมการได้เข้ามาร่วมเสนอและขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเดินทางไปโรดโชว์ดึงดูดการลงทุนที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 5 วัน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติและกลุ่มสินค้าเกษตรของฝรั่งเศสให้ความสนใจและมีความมั่นใจในการเข้ามาร่วมลงทุนในภาคเกษตรกรรมของไทยร่วมกันมากขึ้น
กกร. เสนอวาระสำคัญเร่งด่วน 4 ข้อหลัก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
1.การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ถือเป็นวาระที่สำคัญและรุนแรงที่สุดในสายตานักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก OECD โดยปัจจุบันภาคเอกชนรวมตัวกันถึง 50 องค์กร และในเดือนตุลาคมนี้จะมีการจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตอบรับคำเชิญที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนและตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติร่วมกัน
2.การแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ซึ่งเสนอให้แก้ไขผ่านระดับ กฎกระทรวงหรือประกาศกรม ที่เป็นอุปสรรคก่อน
3.การลดขั้นตอนการทำงานและเชื่อมโยงระบบดิจิทัล ต้องลดขั้นตอนการทำงานของภาครัฐ เชื่อมโยงระบบบริการดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Super License เพื่ออำนวยความสะดวกในการอนุญาตต่าง ๆ และต้องลดการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลลง
4.การปฏิรูปการศึกษาและยกระดับทักษะแรงงาน ทั้งการ Upskill และ Reskill
นายพจน์ กล่าวถึง ภาคเกษตรกรรมของไทย ซึ่งมีแรงงานในระบบถึง 11 ล้านคน และครอบคลุมครัวเรือนเกษตรกรกว่า 30 ล้านคน โดยมองว่า หากรายได้ภาคเกษตรยังคงเติบโตต่อไปเรื่อยๆ จะส่งผลดีต่อกำลังซื้อและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจากหากไม่มีกำลังซื้อ ก็จะต้องมีการแก้ไขปัญหาเชิงรูปเกษตรอย่างเร่งด่วน เช่น การบริหารจัดการน้ำ ดูแลต้นทุนและพันธุ์พืช รวมถึงการพัฒนาการตลาดให้ดีขึ้นโดยใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยสนับสนุน
นอกจากนี้ นายพจน์ ได้สะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย
1. การเมืองต้องนิ่ง ห้ามมีการปฏิวัติ เพราะปฏิวัติก็พังเลย
2.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด หากไม่หยุดหรือไม่พยายามลดระดับลงและไม่จัดระเบียบระเบียบวิธีปฏิบัติ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและความเหลื่อมล้ำ ความสะดวกสบายในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยก็จะยังคงยากลำบาก
3. การปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพของคน ทั้งในเรื่องของแรงงานและจิตสำนึกในการทำงาน รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันและการผลักดันความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
4. การปฏิรูประบบราชการ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับการเมือง
4 หลักนี้เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขให้ได้โดยด่วน มิฉะนั้นประเทศไทยจะเติบโตด้วยความยากลำบากนายพจน์ กล่าว
สำหรับความเร่งด่วนใน 4 ข้อข้างต้น ข้อใดควรทำก่อนเป็นอันดับแรก นายพจน์ ระบุว่า เรื่องทั้งหมดขึ้นอยู่กับความจริงจัง โดยต้องสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน เพื่อดึงเอาภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันขับเคลื่อนร่วมกัน เนื่องจากหากรัฐบาลขับเคลื่อนฝ่ายเดียว โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาคประชาชน การดำเนินการก็จะรอดได้ยาก
*ส.อ.ท. ชี้ทางรอดอุตสาหกรรมไทย เร่งปรับตัวรับ 4 เมกะเทรนด์โลก
ด้านนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึง สถานการณ์การส่งออกและทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตขึ้นราว 17% แต่หากมองในรายละเอียดจะพบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวได้ดี (K-Shape ขาขึ้น) กับกลุ่มที่ยังตามไม่ทัน (K-Shape ขาลง)
กลุ่มขาขึ้น (K-Shape ขาขึ้น) สินค้าอุตสาหกรรมไฮเทคและสินค้าจากบริษัทขนาดใหญ่ มียอดขายและยอดส่งออกที่สูงมากและเติบโตได้ดียิ่งขึ้น
กลุ่มขาลง (K-Shape ขาลง) อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น มาตรการภาษีคาร์บอน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป หรือสินค้าจาก SMEs ที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ทำให้ฉุดรั้งการเติบโตโดยรวมของ GDP ไทยที่ปัจจุบันเติบโตอยู่ราว 2.1% 2.4%
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มสัดส่วน GDP ให้เติบโตก้าวหน้ายิ่งขึ้น ภาครัฐและภาคเอกชนโดย กรอ. ต้องร่วมมือกันผลักดันการเปลี่ยนผ่านใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1.Energy Transition (การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน)
2.Technical & AI Transition (การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์) การนำ AI และนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม
3.Trade & Supply Chain Transition (การเปลี่ยนผ่านด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน) การปรับตัวตามกฎกติกาการค้าโลกและการกระจายแหล่งวัตถุดิบและผู้ซื้อให้ครอบคลุมทั่วโลก พร้อมทั้งมุ่งสู่แนวทาง Geopolitics
4.Workforce Transition (การเปลี่ยนผ่านด้านแรงงาน) การสร้างแรงงานยุคใหม่และทักษะใหม่ๆ (Reskill/Upskill) ให้สอดรับกับเมืองแห่งอนาคต ประชาชนแห่งอนาคต และสินค้าแห่งอนาคต
5.Green Transition (การเปลี่ยนผ่านสีเขียว) การเข้าสู่กฎกติกาโลกสีเขียว เช่น Climate Change และ Circular Economy เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนร่วมกัน
ทั้งนี้ ทาง ส.อ.ท. เน้นย้ำว่า หากภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวตามทิศทางเหล่านี้ได้สำเร็จ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน