ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 100 จุดในวันนี้ โดยถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
ณ เวลา 20.41 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ลบ 130.38 จุด หรือ 0.25 สู่ระดับ 52,725.71 จุด
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งลงในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อยู่ในระดับสูง
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นกว่า 2% ในวันนี้ ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ 111 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ทะลุ 99 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีรายงานว่าสหรัฐกำลังวางแผนกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐไม่ได้ทำการเจรจากับอิหร่าน พร้อมระบุว่า บางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ถ้อยแถลงของเขามีขึ้น หลังจากหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐที่ไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า การถอนนักการทูตสหรัฐจากซาอุดีอาระเบียมีขึ้น ขณะที่กองทัพสหรัฐและอิสราเอลได้จัดทำแผนการอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับการกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพ.ย. โดยปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาสั้น แต่มีความรุนแรง และแผนดังกล่าวกำลังมีความคืบหน้า
นอกจากนี้ มีรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาใช้ระเบิด GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast หรือ MOAB ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง (Mother of All Bombs) ในการโจมตีอิหร่า
นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐและอิสราเอลได้เพิ่มความเข้มข้นของการฝึกซ้อมทางทหาร รวมทั้งการส่งเครื่องบินรบบินเหนือน่านฟ้าอิรักเพื่อฝึกซ้อมยุทธวิธีการโจมตี
รายงานยังระบุว่า นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้พบกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระหว่างการเดินทางเยือนอิสราเอลโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดฉากโจมตีทางทหารครั้งใหม่ต่ออิหร่าน
เดอะนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า หากสหรัฐกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เป้าหมายที่เป็นไปได้ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โรงงานนิวเคลียร์ ตลอดจนคลังขีปนาวุธและโดรน
นอกจากนี้ ตลาดจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า รวมทั้งการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 89.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนต.ค.
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 82.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธ.ค.
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ