สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นกว่า 2% ทะลุ 99 ดอลลาร์/บาร์เรล ในวันพฤหัสบดี (21 ต.ค.) ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ 113 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังวางแผนกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย.
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 2.32 ดอลลาร์ หรือ 2.39% ปิดที่ 99.47 ดอลลาร์/บาร์เรล
- สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.35 ดอลลาร์ หรือ 4% ปิดที่ 113.17 ดอลลาร์/บาร์เรล
ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังพิจารณาที่จะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน การโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มฮูตีก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียให้สูงขึ้นไปอีก
ข่าวดังกล่าวยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อสหรัฐฯ สั่งให้นักการทูตที่ไม่มีภารกิจฉุกเฉินและครอบครัวเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย แม้ทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คำสั่งดังกล่าวมีผลเฉพาะกับซาอุดีอาระเบียเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่ากลุ่มฮูตี ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ได้เพิ่มการโจมตีเป้าหมายพลเรือนมากขึ้น
ทั้งนี้ การโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงฟาฮัดในเมืองดัมมามเมื่อวันก่อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บอีก 8 ราย ส่วนการโจมตีด้วยโดรนต่อคลังน้ำมันชัยบาห์ของบริษัทซาอุดีอารัมโก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย
อย่างไรก็ดี สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนอพยพสมาชิกครอบครัวของเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตและคณะผู้แทนทางการทูตในประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคด้วย ด้านหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า การถอนนักการทูตจากซาอุดีอาระเบียมีขึ้น ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลได้จัดทำแผนการอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับการกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. โดยปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาสั้น แต่มีความรุนแรง และแผนดังกล่าวกำลังมีความคืบหน้า
นอกจากนี้ มีรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาใช้ระเบิด GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast หรือ MOAB ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง (Mother of All Bombs) ในการโจมตีอิหร่าน
รายงานข่าวระบุด้วยว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เพิ่มความเข้มข้นของการฝึกซ้อมทางทหาร รวมทั้งการส่งเครื่องบินรบบินเหนือน่านฟ้าอิรักเพื่อฝึกซ้อมยุทธวิธีการโจมตี ขณะที่มีรายงานว่า พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้พบกับเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระหว่างการเดินทางเยือนอิสราเอลโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดฉากโจมตีทางทหารครั้งใหม่ต่ออิหร่าน
ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ กลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เป้าหมายที่เป็นไปได้ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โรงงานนิวเคลียร์ ตลอดจนคลังขีปนาวุธและโดรน
ขณะเดียวกัน โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ออกมากล่าวว่า ตลาดพลังงานโลกจะยังคงเผชิญความผันผวนต่อไปอีก 3 ปี หากสหรัฐยังคงดำเนินนโยบายกดดันอิหร่าน
การปล่อยให้สถานการณ์ปัจจุบันดำเนินต่อไปจะนำมาซึ่งผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ตลาดพลังงานจะไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะสงบได้ตลอดช่วง 3 ปีข้างหน้า
เขากล่าวว่า หากอิหร่านถูกบังคับให้เข้าสู่สงครามอีกครั้ง อิหร่านยังคงมีศักยภาพในการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีทรัพย์สินและฐานที่มั่นต่าง ๆ ของสหรัฐทั่วภูมิภาค และจะขยายเป้าหมายการโจมตีให้ครอบคลุมถึงสายเคเบิล ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เรซาอีย้ำว่า อิหร่านจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้มีการเดินเรือตามปกติ และจะไม่กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา เว้นแต่สหรัฐฯ จะยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขใหม่ทั้ง 7 ข้อที่อิหร่านได้เสนอผ่านประเทศตัวกลางในการเจรจา
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท