ตลาดหุ้นยุโรปปิดแดนลบในวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะของฝรั่งเศส อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนแรงกดดันจากความไม่สงบทางการเมือง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลต่อบรรยากาศการซื้อขายเช่นกัน ขณะที่นักลงทุนยังคงประเมินผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง
- ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 637.74 จุด ลดลง 6.75 จุด หรือ -1.05%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,811.26 จุด ลดลง 110.42 จุด หรือ -1.39%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,371.75 จุด ลดลง 273.29 จุด หรือ -1.07%
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,725.03 จุด ลดลง 27.85 จุด หรือ -0.26%
หนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้นทั่วยุโรปมาจากฝรั่งเศส โดยความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของฝรั่งเศสในการจัดการภาระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลได้ส่งผลกระทบต่อพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศส และทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับประเทศอื่น ๆ ในยูโรโซนที่มีภาระหนี้สูงเช่นกัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปี สูงกว่า 5% และเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทั่วฝรั่งเศสในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นสร้างความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินของยุโรป ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมากต่อตลาดหนี้ภาครัฐ
ขณะเดียวกัน ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันบรรยากาศการซื้อขาย โดยกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน
สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 2.32 ดอลลาร์ หรือ 2.39% ปิดที่ 99.47 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.35 ดอลลาร์ หรือ 4% ปิดที่ 113.17 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังวางแผนกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย.
ดัชนี CAC 40 ของตลาดหุ้นปารีสปรับตัวลดลง โดยหุ้นที่ฉุดดัชนีในตลาดหุ้นปารีสมากที่สุดคือ Hermes ที่ร่วงลงไปถึง 4.9% หลังจากแบรนด์แฟชั่นหรูรายงานรายได้ในไตรมาสที่สามออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และถือเป็นอัตราการเติบโตรายไตรมาสที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563
ด้านดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนได้รับแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มธนาคารและเหมืองแร่ อย่างไรก็ดี ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทรายใหญ่ช่วยชดเชยแรงเทขายได้ส่วนหนึ่ง และทำให้ตลาดหุ้นลอนดอนทำผลงานดีกว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในยุโรป
หุ้น Rentokil พุ่งขึ้น 8.6% หลังบริษัทรายงานการเติบโตของรายได้จากการดำเนินงานในไตรมาสที่สามแข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งประกาศแผนซื้อหุ้นคืนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์
ขณะที่หุ้น London Stock Exchange Group ปรับตัวสูงขึ้น 4.3% หลังจากบริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้สำหรับปี 2569 พร้อมทั้งบรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อกิจการบริษัทข้อมูลทางการเงิน Octus ด้วยมูลค่าประมาณ 3.54 พันล้านดอลลาร์
ด้านหุ้น Barclays ร่วงลง 2.3% หลังจากผลกำไรก่อนหักภาษีในไตรมาสที่สามอยู่ที่ 2.3 พันล้านปอนด์ ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 2.4 พันล้านปอนด์ ประกอบกับบริษัทประกาศแผนปรับลดพนักงานประมาณ 5,000 ตำแหน่ง
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีกำหนดประชุมนโยบายการเงินในวันพฤหัสบดีที่ 29 ต.ค. โดยนักวิเคราะห์คาดว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.50% ในการประชุมสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในสิ้นปียังคงมีอยู่ เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากพลังงานท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อาจทำให้เงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลาง
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท