ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดลบ 1.2% วิตกลงทุน AI ตลาดจับตางบบริษัทใหญ่-ประชุมเฟด

ข่าวต่างประเทศ Saturday October 24, 2026 06:30 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (23 ต.ค.) โดยถูกกดดันจากหุ้นหลายกลุ่ม ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย ขณะที่นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่และการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,215.16 จุด ลดลง 652.82 จุด หรือ -1.23%
  • ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,623.68 จุด ลดลง 39.75 จุด หรือ -0.52%
  • ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 25,955.34 จุด ลดลง 53.52 จุด หรือ -0.21%

ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P500 ลดลง 0.5% และดัชนี Nasdaq ลดลง 0.7% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 0.4% และทำสถิติบวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3

ดัชนี Nasdaq ปิดลบเล็กน้อยในวันศุกร์ หลังร่วงลงหนักที่สุดในวันเดียวนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. เมื่อวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI จำนวนมหาศาล ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีใน S&P500 ปรับตัวขึ้น 0.35% ในวันศุกร์

อย่างไรก็ตาม หุ้นส่วนใหญ่ในดัชนี S&P500 ปรับตัวลง รวมถึงหุ้นกลุ่มสินค้าจำเป็นสำหรับผู้บริโภค สินค้าฟุ่มเฟือยและบริการที่ไม่จำเป็นสำหรับผู้บริโภค ตลอดจนหุ้นกลุ่มการเงิน ซึ่งต่างร่วงลงมากกว่า 1%

ในสัปดาห์หน้า บริษัทประมาณหนึ่งในสามที่อยู่ในดัชนี S&P500 มีกำหนดรายงานผลประกอบการรายไตรมาส ซึ่งรวมถึง Alphabet, Microsoft และ Amazon ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ขนาดใหญ่สำหรับ AI (AI hyperscalers) 3 แห่ง โดยตลาดวอลล์สตรีทจะจับตาการคาดการณ์งบลงทุนของบริษัทเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดยังคงได้รับผลกระทบจากการตั้งคำถามต่อกระแสการลงทุนใน AI โดยมีความเป็นไปได้ที่การลงทุนเพื่อขยายศูนย์ข้อมูล AI ในปีหน้าอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเริ่มชะลอการตัดสินใจ

หุ้นกลุ่มโทรคมนาคมปรับตัวลงและฉุดกลุ่มบริการสื่อสาร หลังมีรายงานว่า SpaceX กำลังมองหาที่ตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือหลายพันแห่ง เพื่อให้บริการในฐานะผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายรายที่ 4

หุ้น AT&T และ T-Mobile ต่างร่วงลงเกือบ 8% ขณะที่หุ้น Verizon ลดลง 1.2% ส่วนหุ้น SpaceX ปรับตัวขึ้น 1.9% ขณะที่หุ้นผู้ให้บริการเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น โดยหุ้น Crown Castle เพิ่มขึ้น 9% และหุ้น American Tower บวก 4%

หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 2.5% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย. หลังกลุ่มฮูตีโจมตีในซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางอาจหยุดชะงักเพิ่มเติม

หุ้น American Express ร่วงลง 3.7% และเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันดัชนีดาวโจนส์ หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไร พร้อมประกาศแผนลดจำนวนพนักงานลง 5%

หุ้น SLB ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีและบริการสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมัน ปรับตัวขึ้น 7% หลังรายงานกำไรไตรมาส 3 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้

ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนต.ค. ปรับตัวลงเล็กน้อยเข้าใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ครัวเรือนมีมุมมองต่อเศรษฐกิจแย่ลง

นักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับฤดูการรายงานผลประกอบการ โดยการเติบโตของกำไรบริษัทที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับขึ้นของดัชนีหุ้นหลักในปีนี้ ข้อมูลจาก LSEG IBES ระบุว่า บริษัทในดัชนี S&P500 มีแนวโน้มรายงานกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 32% ในไตรมาส 3

ตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประกาศผลการประชุมนโยบายการเงินในวันพุธหน้า อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องการสัญญาณบ่งชี้ว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หรือไม่

นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสนใจกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. มากขึ้น เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะครองเสียงข้างมากในรัฐสภาสหรัฐฯ

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ