ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (23 ต.ค.) ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยความวิตกว่าราคาน้ำมันจะผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.2% สู่ระดับ 101.811
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 156.87 เยนในวันศุกร์ จาก 156.78 เยนในวันพฤหัสบดี และแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.8252 ฟรังก์สวิส จาก 0.8205 ฟรังก์สวิส ขณะที่ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยดอลลาร์สหรัฐลดลงสู่ระดับ 1.4004 ดอลลาร์แคนาดา จาก 1.4008 ดอลลาร์แคนาดา
ส่วนเงินยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.1193 ดอลลาร์ในวันศุกร์ จาก 1.1220 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ขณะที่เงินปอนด์อังกฤษลดลงสู่ระดับ 1.3371 ดอลลาร์ จาก 1.3400 ดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในวันศุกร์ ต่อเนื่องจากการทะยานขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากการโจมตีซาอุดีอาระเบียของกลุ่มฮูตีที่ทวีความรุนแรงขึ้น และรายงานข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ยังคงส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน
สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีแนวโน้มเข้าสู่เดือนที่ 9 ในสัปดาห์หน้า ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ระงับการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน ขณะที่อิหร่านก็ไม่ได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ผู้นำของทั้งสองประเทศยังคงตอบโต้กันด้วยถ้อยแถลงที่แข็งกร้าว
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศว่า อิหร่านมีศักยภาพในการป้องกันตนเองจากการโจมตีทุกรูปแบบ พร้อมระบุว่าจะเปิดเผยอาวุธที่มีความซับซ้อนสูงสำหรับรับมือการโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งอิหร่านเรียกว่า Father of All Bombs
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลวางแผนปฏิบัติการทางทหารร่วมกันเพื่อโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ตลอดจนขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย.
หลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ ความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งที่อาจขยายวงกว้างและยืดเยื้อ รวมถึงผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและพลังงานจากประเทศอาหรับไปยังประเทศอื่น ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้น
ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัวจากราคาน้ำมันกำลังเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจอีกครั้ง โดยนักเศรษฐศาสตร์มองว่า ธนาคารกลางรายใหญ่อาจถูกบีบให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า อิหร่านกำลังแต่งเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นก่อนการเลือกตั้งของสหรัฐฯ
ในการให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติคาดการณ์ว่า สงครามกับอิหร่านอาจยืดเยื้อไปอีกหนึ่งปี แต่ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านอาจกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาก่อนหน้านั้น
ก่อนเดินทางไปฟลอริดาในวันศุกร์ ทรัมป์กล่าวย้ำว่า สหรัฐฯ สามารถยุติสงครามกับอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว หรือปล่อยให้อิหร่านอ่อนแอลงภายใต้มาตรการคว่ำบาตร
ในอีกด้านหนึ่งของตะวันออกกลาง หลังกลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอื่น ๆ ของซาอุดีอาระเบีย บริษัทอารามโก ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ได้สั่งให้พนักงานอพยพออกจากสำนักงานใหญ่ในเมืองดาห์ราน ขณะที่กลุ่มฮูตีอ้างว่าได้โจมตีสำนักงานใหญ่ด้านกลาโหมของซาอุดีอาระเบียในกรุงริยาด
เฟดมีกำหนดประกาศผลการประชุมนโยบายอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 7.20%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 27-28 ต.ค. ไว้ที่ 9.40% ขณะที่โอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบันอยู่ที่ 90.60%
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช