ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงในวันศุกร์ (23 ต.ค.) และยุติการปรับขึ้นติดต่อกัน 2 สัปดาห์ หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 5 เดือน ซึ่งกดดันความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ตลาดจับตาการแถลงงบประมาณครั้งแรกของจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีคลังอังกฤษในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,690.36 จุด ลดลง 34.67 จุด หรือ -0.32%
ดัชนี FTSE 100 ปิดลบเป็นสัปดาห์แรกในรอบ 3 สัปดาห์ หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ตลาดเพิ่มการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และนักลงทุนวิตกกังวลก่อนการแถลงงบประมาณในสัปดาห์หน้า
หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลง โดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วงลง 4.6% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 เดือน
หุ้น Rolls-Royce ร่วงลง 7.6% ซึ่งเป็นการลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2568 ขณะที่หุ้น Safran ซึ่งเป็นคู่แข่งจากฝรั่งเศส ร่วงลง 10% หลังเตือนว่าการชะลอตัวของการเติบโตของยอดขายธุรกิจบริการหลังการขายอาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2570
หุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มเฮลท์แคร์ปรับตัวลง 0.8% และ 1.1% ตามลำดับ ส่งผลให้ดัชนีตลาดถูกกดดันเพิ่มเติม
หุ้นเหมืองแร่ทองคำร่วงลง 3.7% ในวันศุกร์เช่นกัน หลังราคาทองคำแท่งปรับตัวลงมากกว่า 1%
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 3.9% สวนทางตลาด หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุระดับ 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
หุ้นเหมืองแร่โลหะมีค่าและโลหะอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ทำผลงานแย่ที่สุดในสัปดาห์นี้ โดยร่วงลง 10.9% และ 8.7% ตามลำดับ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่า แรงกดดันด้านราคาในเดือนก.ย. สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับแนวโน้มที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนพ.ย. โดยตลาดได้สะท้อนความเป็นไปได้ดังกล่าวเข้าไปในราคาสินทรัพย์อย่างเต็มที่แล้ว
ข้อมูลอีกชุดหนึ่งแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการค้าปลีกของอังกฤษในเดือนก.ย. ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนต.ค. ดิ่งลงอย่างหนัก โดยลดลงรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงแรกของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช