ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจต่อประเด็นการเลือกตั้งทั่วประเทศ ปี 2569 โดยเมื่อถามถึงบรรยากาศในพื้นที่เมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง พบว่า 47.5% มองว่ามีความคึกคัก รองลงมา 47.2% มองว่าเหมือนเดิม ส่วนบรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้ ส่งผลทำให้กล้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นมากน้อยเพียงใดนั้น กลุ่มตัวอย่าง 41.4% มองว่าเฉย ๆ รองลงมา 36.4% เห็นด้วย และ 10.2% ไม่เห็นด้วย
เมื่อถามว่าจะออกไปเลือกตั้งหรือไม่ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 73.6% บอกว่าจะไปเลือกตั้ง ขณะที่ 25% บอกว่าไม่แน่ใจ และอีก 1.4% บอกว่าไม่ไปเลือกตั้ง สำหรับผู้ที่จะไปเลือกตั้ง มีประเด็นอะไรที่ทำให้ตัดสินใจไปเลือกตั้ง อันดับ 1 ตอบว่า การศึกษา/โอกาสคนรุ่นใหม่ อันดับ 2 คือ ค่าครองชีพ/ราคา และสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส และอันดับ 3 นโยบายเศรษฐกิจ

สำหรับช่องทางติดตามข่าวสารการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ 41.4% ติดตามผ่านโซเชียลมีเดีย รองลงมา 20.3% ติดตามผ่านกิจกรรมหาเสียง และรองลงมา คือ ติดตามผ่านคนรู้จัก ส่วนอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ 75.5% บอกว่าตัดสินใจเอง ส่วนที่เหลืออิทธิพลมาจากโซเชียลมีเดีย ครอบครัว สื่อมวลชน ผู้นำชุมชน และเพื่อน ตามลำดับ
สำหรับผู้ที่คาดว่าจะไปเลือกตั้ง มีความคาดหวังจากรัฐบาลชุดใหม่ อันดับ 1 คือ ลดค่าครองชีพ/ควบคุมราคาสินค้า รองลงมา คือ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ/เพิ่มรายได้ประชาชน และปฎิรูประบบราชการ-ลดการทุจริต

"การแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะเข้มข้น และมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น 40,000-60,000 ล้านบาท เป็นตัวพยุงเศรษฐกิจ ในภาพรวมประเมินว่าในไตรมาส 1/69 น่าจะประคองให้เศรษฐกิจขยายตัว 1.5-2.0% ได้ ถ้าท่องเที่ยวกับบรรยากาศส่งบรรยากาศในภาพรวมคึกคัก เป็นฐานที่ทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจไทยไม่ทรุดตัวต่ำกว่า 2% ในปีนี้" นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์ฯ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การตื่นตัวทางการเมืองปีนี้ค่อนข้างมาก เงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ อยู่บนเงื่อนไขที่แต่ละพรรคการเมืองประกาศเจตนารมณ์ไว้แล้ว ดังนั้น โครงสร้างของคะแนนจะเป็นตัวตัดสินว่ารัฐบาลเสียงข้างมากจะได้มากแค่ไหน โดยอันดับ 1-3 จะมีการแข่งขันค่อนข้างมาก ถ้าเงื่อนไขไม่ได้สูสีมากเกินไป คาดว่าจะจัดตั้งรัฐบาลเห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีภายใน 1 เดือน และจะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนพ.ค.-มิ.ย.
ส่วนนโยบายการเงิน มีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงการประชุมเดือนเม.ย. หรือหลังจากเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่แล้ว ในส่วนของนโยบายการคลัง คาดว่าจะมาทำมาตรการในไตรมาส 3/69 ซึ่งจะเกิดการเคลื่อนงบประมาณแผ่นดิน งบลงทุน งบกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้เศรษฐกิจถูกกระตุ้นในช่วงไตรมาส 4/69
สำหรับกรณีที่ต่างชาติมองว่าไทยเปลี่ยนจาก "เสือตัวที่ 5" เป็น "ผู้ป่วยโคม่า" นั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว คำว่า "ผู้ป่วยโคม่า" ต้องแยกว่าจะตีความอย่างไร แต่ภาษาข่าวที่ออกไป ทำให้นานาชาติขาดความมั่นใจประเทศไทย ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับภาคธุรกิจ พบว่า กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสนใจมาลงทุนในไทยมากขึ้น มองว่าอาเซียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยท่ามกลางสงครามการค้า และสงครามความขัดแย้ง
"ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่มีพร้อมโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าและประปาเข้มแข็ง ทำให้ในปี 68 ยอดส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงสุด ดังนั้น มองว่าภาพของประเทศไทยยังมีเสน่ห์ และมีความเข้มแข็งในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้" นายธนวรรธน์ ระบุส่วนที่มองว่าไทยโคม่า น่าจะนิยามว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 3% ซึ่งผิดจากเป้ายุทธศาสตร์ชาติที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยควรโตได้ 5% เพื่อให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หลังจากช่วงโควิด-19 ไทยโตไม่ถึง 3% ดังนั้น เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นไข้จากโควิดยังไม่ฟื้นไข้ อยู่บนปากเหว แต่การจะทะยานโตต่อยังไม่โดดเด่น ภายใน 5 ปีข้างหน้ายัง ไม่มีใครมั่นใจว่าจะโตเกิน 3% และในปี 70 หน่วยงานของรัฐมองว่าเศรษฐกิจไทยโตเพียง 2.2%
"ดังนั้น นี่เป็นอาการที่หลายคนมองว่าเสน่ห์ของเมืองไทยหายไป ซึ่งไทยเคยเป็นเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของอาเซียน เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราเสียตำแหน่งให้สิงคโปร์ ทำให้ไทยเลื่อนลงมาเป็นอันดับ 3 ทั้งนี้ ถ้าไทยโตต่ำกว่า 3% ขณะที่มาเลเซียโต 4-5% อีกประมาณ 5 ปีจะแซงไทย และถ้าเวียดนามยังโตได้ 5-7% ภายใน 10-15 ปี เวียดนามจะเป็นอันดับ 4 แทนไทย และในตอนนี้ที่ฟิลิปปินส์เริ่มเติบโตเด่นขึ้น จะแซงไทยเป็นอันดับ 5 และไทยจะตกเป็นอันดับ 6 ภายใน 15-20%" นายธนวรรธน์ กล่าวว่านายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตไม่โดดเด่นนั้น รมว.คลัง หลายรัฐบาลพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มาจากปัญหาโครงสร้าง ได้แก่ โครงสร้างประชากร ที่อัตราการตายสูงกว่าอัตราการเกิด และกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ไม่มีแรงงานในระบบเศรษฐกิจ จึงทำให้ต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าว และถ้าประชากรไทยน้อยลงเรื่อย ๆ นักลงทุนต่างชาติจะมองว่าจะผลิตสินค้าให้ใครใช้ ดังนั้น ไทยต้องปรับโครงสร้างที่ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และกระจายสินค้า
นอกจากนี้ ไทยยังมีปัญหาโครงสร้างบุคลากร STEM (สาขาวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาโครงสร้างที่สินค้าที่ไทยผลิตส่วนใหญ่มีความโดดเด่นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่สินค้าไฮเทคยังตามไม่ทัน