รร.กทม. ใช้มาตรการเชิงรุก "Phone Off, Learning On" เก็บมือถือเวลาเรียน เริ่มภาคเรียนถัดไป

ข่าวทั่วไป Saturday March 14, 2026 08:54 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศมาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในโรงเรียน ฝากมือถือไว้กับครู สร้างสมดุลการเรียนรู้ และสุขภาวะที่ดีแก่ผู้เรียน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล (โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ "Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู" เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็น โดยมาตรการนี้มีกำหนดใช้ในปีการศึกษาหน้าเป็นต้นไป

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่าโรงเรียนในหลายๆ ประเทศก็มีมาตรการแบบนี้เช่นกัน โดยเหตุผลสำคัญที่เราต้องควบคุมการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ คือ เยาวชนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนน้อยลง สนใจในการเรียนน้อยลง เด็กใช้ชีวิตในโลกเสมือนเยอะ มีภาวะอ้วนมากขึ้นเนื่องจากไม่ออกกำลังกาย และเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงได้เกิดมาตรการเหล่านี้ขึ้นมาสำหรับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยในรายวิชาที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ดิจิทัลครูในแต่ละวิชาก็จะเป็นผู้อนุญาต ส่วนในกรณีฉุกเฉินก็มีไลน์หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ผู้ปกครองสามารถติดต่อในกรณีที่จำเป็นได้

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมถึงแนวปฏิบัติเรื่องการจัดเก็บอุปกรณ์ในตอนเช้า การกำหนดช่วงเวลาขอใช้ เพื่อติดต่อสื่อสารเท่าที่จำเป็นหรือนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว

กรุงเทพมหานครได้ทดลองใช้มาตรการดังกล่าวใน 10 โรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมปลาย โดยเน้นความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง โดยกลุ่มทดลอง 10 แห่ง ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ มัธยมประชานิเวศน์, มัธยมบ้านบางกะปิ, มัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์, มัธยมวัดสุทธาราม, มัธยมสุวิทย์เสรีอนุวรณ์, มัธยมปุรณาวาส ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา ได้แก่ แก่นทองอุปถัมภ์, วัดพระยาสุเรนทร์, วิชูทิศ, นาหลวง ซึ่งผลการทดลองเบื้องต้น ผู้ปกครองมีความพึงพอใจสูงขึ้น นักเรียนตั้งใจเรียนขึ้น ลดภาระการดูแลการบ้าน นักเรียนมีสมาธิและผลการเรียนดีขึ้น มีความรับผิดชอบในการดูแลรักษาโทรศัพท์ โดยมีค่าใช้จ่ายในการจัดหากล่องเก็บพร้อมกุญแจ ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ปฏิบัติตามได้ดี ขอใช้มือถือในช่วงพักบ้าง ไม่กังวลเรื่องสูญหายหรือชำรุดเพราะเก็บในที่ปลอดภัย มีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อน ใช้เวลาพักทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น สนทนา เข้าห้องสมุด และกิจกรรมอื่น ๆ

ขณะนี้ กทม.เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องผ่านแบบสำรวจเพื่อนำไปปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับบริบทแต่ละโรงเรียน ก่อนประกาศใช้เป็นทางการในภาคเรียนถัดไป

*โครงการ "Phone Off, Learning On" มีหลักการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

1. การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย: สนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็น "เครื่องมือการเรียนรู้" ภายใต้การดูแลของครูผู้สอนในคาบเรียนที่เหมาะสม แทนการใช้งานเพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง

2. สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม: กำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zone) ในบางช่วงเวลา เช่น พักเที่ยง หรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ออกกำลังกาย และพักสายตาจากหน้าจอ

3. ความปลอดภัยทางไซเบอร์: สร้างระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษา

นอกจากนี้ รายงาน UNESCO GEM มีประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัญหาโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับเด็ก

- ปี 2024 มีคำใหม่ใน Oxford Dictionary เช่น "doomscrolling" และ "brain-rot" สะท้อนปัญหาการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปจากอัลกอริทึมของ AI

- รายงาน UNESCO GEM 2023 ชี้ว่า เทคโนโลยีช่วยการเรียนรู้ได้ เฉพาะในบางบริบทและเมื่อใช้เหมาะสม แต่การใช้มากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อการเรียน

- สมาร์ตโฟนในห้องเรียนสามารถรบกวนการเรียนรู้

- งานวิจัยใน 14 ประเทศ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษา พบว่าโทรศัพท์มือถือทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากการเรียน

- เพียงแค่มีโทรศัพท์อยู่ใกล้ตัวและมีการแจ้งเตือน ก็ทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากงานที่กำลังทำ

- เมื่อถูกรบกวนจากโทรศัพท์ อาจใช้เวลาถึง 20 นาที กว่านักเรียนจะกลับมามีสมาธิกับการเรียนได้อีกครั้ง

- การนำสมาร์ตโฟนออกจากโรงเรียน ใน เบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร พบว่า ผลลัพธ์การเรียนดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนที่มีผลการเรียนต่ำ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ