"April Fools' Day" แค่โพสต์เล่นๆ แชร์เล่น ๆ แต่นอนคุกจริง !? จากข้อมูลในโลกโซเชียลที่เผยแพร่ในประเด็น "การส่งต่อข้อมูลเท็จในวัน April Fools' Day สร้างความตื่นตระหนก มีโทษทั้งจำทั้งปรับ"
"อินโฟเควสท์" ได้ตรวจสอบและพบว่าข้อมูลดังกล่าว "เป็นความจริง" อ้างอิงจากเพจเฟซบุ๊ก "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" ที่โพสต์เตือนให้ระมัดระวังการสร้าง หรือแชร์ข้อมูลเท็จ จนทำให้เกิดความเดือดร้อน หรือสร้างความตื่นตระหนกในสังคม มีความผิดตามกฎหมาย ดังนี้
๐ นำเข้าข้อมูลปลอม ข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14(1) โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

๐ เผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลเท็จ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14(15) โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
๐ ร่วมแชร์ ร่วมด่าทอ แสดงความคิดเห็นหยาบคาย ผิดกฎหมายอาญา ม.328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท
แม้จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย แต่จากสถิติปีล่าสุด คนไทยก็ยังติดกับดักข่าวปลอมซ้ำ ๆ เพราะจากข้อมูลของ "ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)" ได้รวบรวมข่าวปลอมที่มีการแชร์ต่อมากที่สุดในปี 68 จำแนกเป็นข่าวทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่

1) กลุ่มข่าวนโยบายรัฐ : แก๊งค้ามนุษย์-ขอทานต่างด้าวระบาดทั่วไทย ไร้การจัดการ
2) กลุ่มข่าวภัยพิบัติ : เสี่ยงเกิดสึนามิที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน อาจรุนแรงกว่าปี 2547
3) กลุ่มข่าวสุขภาพ : ติดเชื้อ HIV รักษาให้หายได้ใน 2 เดือน ด้วยการใช้ CDS 2 ขวด
4) กลุ่มข่าวเศรษฐกิจ : ออมสินปล่อยกู้ผ่านเพจ LEASE it PCL 859 เริ่มต้น 10,000-สูงสุด 1 ล้าน!
5) กลุ่มข่าวอาชญากรรมออนไลน์ : สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดให้ผู้เสียหายลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok policecyber1710
ทั้งนี้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ให้แนวทางการตรวจสอบและแชร์ข้อมูลออนไลน์ ดังนี้
๐ ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าว : ข่าวมาจากแหล่งที่เชื่อถือหรือไม่
๐ สังเกตวันที่และบริบทของข่าว : ดูวันที่เผยแพร่และอ่านเนื้อหาให้ครบก่อนตัดสินใจเชื่อ
๐ ใช้วิจารณญาณก่อนเชื่อ : หากข่าวมีเนื้อหาที่ดูเกินจริง ไม่มีแหล่งอ้างอิง ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน
๐ อย่ากดลิงก์หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวง่าย ๆ : อาจถูกขโมยข้อมูลหรือถูกหลอกให้โอนเงิน
๐ คิดไตร่ตรองก่อนแชร์ข้อมูล : หากไม่แน่ใจว่าข่าวนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์ต่อ เพราะอาจสร้างความเข้าใจผิดและเสี่ยงต่อบทลงโทษทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จไม่ได้มีแค่ในวัน April Fools' Day เท่านั้น ตามที่ "สภาองค์กรของผู้บริโภค" ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า April Fools' Day วันโกหกมีปีละครั้ง แต่มิจฉาชีพมี 365 วัน ไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ถ้าวันนี้ระวังโดนคนหลอก ก็ขอให้ระวังแบบนั้นทุกวัน
สภาผู้บริโภคได้รวบรวมมุกมิจฉาชีพที่กำลังระบาดในช่วงนี้ เพื่อเตือนประชาชน อาทิ
๐ ลิงก์แจกคูปองเติมน้ำมันฟรี โหนกระแสน้ำมันแพง : สวมรอยบริษัทน้ำมันแจกคูปองน้ำมันฟรีทาง SMS/โซเชียล เป็นลิงก์ปลอมดูดเงินในบัญชี ห้ามคลิกหรือกรอกข้อมูลเด็ดขาด หากสนใจโปรโมชันให้เช็คผ่านช่องทางของบริษัทน้ำมันโดยตรงเท่านั้น
๐ ชวนลงทุนเกาะกระแสซีรีส์แนวตั้ง / คอนเทนต์ดิจิทัล : อาศัยจังหวะที่กระแสซีรีส์แนวตั้งกำลังมา ชักชวนให้ซื้อแพ็กเกจหรือลงทุน แต่ไร้ที่มาที่ไป ไม่มีบริษัทรองรับชัดเจน และมักเร่งให้ตัดสินใจเร็วผ่านกลุ่มแชต
๐ แอบอ้างคนดัง / อินฟลูเอนเซอร์ / ครูออนไลน์ : ใช้ความไว้ใจที่เรามีต่อคนที่ชอบหรือติดตามมาเป็นเครื่องมือ ทำให้เราอาจโอนเงินโดยไม่ตรวจสอบ หากชื่อบัญชีธนาคารไม่ตรงกับชื่อผู้ขาย ให้ "เอ๊ะ" ไว้ก่อนและห้ามโอนเด็ดขาด
สภาองค์กรของผู้บริโภค ให้คำแนะนำว่า หากโดนหลอก ให้รีบโทรสายด่วน 1441 ทันทีเพื่ออายัดบัญชี 72 ชั่วโมง และต้องไปแจ้งความที่โรงพักต่อเพื่อไม่ให้เรื่องหลุด ทางที่ดีเห็นเบอร์แปลกหรือ SMS แนบลิงก์ ให้รีบกดวางหรือลบทิ้ง เพราะอาจเป็นมิจฉาชีพ
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะวันที่ 1 เมษายน หรือวันไหน ๆ ข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด 365 วัน บางครั้งเราอาจรับบทเป็น "ผู้ส่งต่อ" หรือ "ตกเป็นเหยื่อ" เมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นตั้งสติก่อนคลิก เช็คให้ชัวร์ก่อนแชร์ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและสังคม