Power of The Act: ใครจ่ายค่าบริหารจัดการแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งาน?

ข่าวทั่วไป Wednesday April 22, 2026 16:07 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

Power of The Act: ใครจ่ายค่าบริหารจัดการแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งาน?

วันที่ 20 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยให้ความสำคัญกับนโยบายด้านพลังงานของประเทศ (Energy Transformation) โดยปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น ทุกหน่วยงานต้องร่วมมืออย่างจริงจัง กำหนดให้ภาครัฐต้องใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และระดมให้มีการติดโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟฟ้า

การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้านั้นเป็นนโยบายที่ดี แต่ผู้เขียนขอตั้งคำถามว่าระบบกฎหมายไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพในการทำให้ผู้ก่อมลพิษจากการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและการใช้แผงโซลาร์เซลล์ต้องจ่าย "ต้นทุนที่แท้จริงและครบถ้วน" แล้วหรือไม่ เมื่อเวลาพ้นผ่านไป ยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ที่หน่วยงานของรัฐจะกลายเป็น "ขยะหรือซาก" คำถามคือใครจะมีความรับผิดชอบในการบริหารจัดซากยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์เหล่านี้?

*เมื่อยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์กลายเป็นซาก

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ให้คำอธิบายในบทความชื่อ "ข้อดี-ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า" เผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 อธิบายว่าแม้รถยนต์ไฟฟ้านั้นจะทำงานด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ทำให้ไม่มีการปล่อยไอเสียหรือก๊าซเรือนกระจกออกมาและไม่สร้างมลพิษ อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการจัดการขยะจากแบตเตอรี่ เนื่องจากแบตเตอรี่ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันมีอายุการใช้งานที่จำกัด การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย แต่การกำจัดแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพไปแล้วนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการกำจัดแบตเตอรี่ที่เป็นขยะเหล่านี้ ซึ่งเป็นความท้าทายที่จะต้องมีการดำเนินการต่อไป

ในประเทศเยอรมนี ปรากฏการทำข้อตกลงร่วมทุนระหว่างค่ายรถยนต์คือ Audi และ RWE ซึ่งเป็นบริษัทพลังงาน โดย Audi นำแบตเตอรี่เสื่อมสภาพจากรถยนต์ไฟฟ้า Audi รุ่น e-tron ที่ยังคงมีประสิทธิภาพการเก็บประจุเหลืออยู่ไม่ต่ำกว่า 70-80% มามอบให้ RWE เพื่อนำโมดูลแบตเตอรี่ดังกล่าวไปประกอบขึ้นเป็นสถานีกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ (Battery Energy Storage Systems - BESS) สำหรับติดตั้งใช้งานจริง ณ โรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับในเมือง Hengstey ซึ่งถือเป็นการยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ก่อนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลในลำดับถัดไป จะเห็นได้ว่าการบริหารจัดการแบตเตอรี่ที่เริ่มเสื่อมสภาพของ Audi นั้นช่วยให้แบตเตอรี่ถูกนำกลับเข้ากระบวนการผลิตตัว BESS มิได้นำไปทิ้งหรือกำจัดทันที

ในส่วนของแผงโซลาร์เซลล์นั้นก็ปรากฏบทความชื่อ "แผงโซลาร์เซลล์ : ขยะพิษที่ไม่ควรมองข้าม" (จัดทำโดยนางสาววณิชชา บูรณสิงห์ เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2561 ใน Academic Focus ของรัฐสภา) อธิบายว่า แผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุจะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากมีสารคาร์บอนไดออกไซด์และสารไดออกซินที่เกิดจากการเผาที่ไม่ถูกต้อง การแพร่กระจายของสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่วและแคดเมียม หากกำจัดโดยการฝังกลบ สารพิษจะแพร่กระจายลงสู่พื้นดินและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ อาจส่งผลต่อแหล่งน้ำและอาหารในอนาคต

ในสหภาพยุโรปมีกฎหมายของสหภาพยุโรปจำกัดการใช้สารอันตราย (Restriction of Hazardous Substances Directive) ซึ่งเป็นกฎหมายจำกัดปริมาณสารพิษ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะเห็นได้ว่ากฎหมายของสหภาพยุโรปเข้าแทรกแซงการประกอบกิจการตั้งแต่ในขั้นการออกแบบและผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ยังปรากฏตัวอย่างการหมุนเวียนเอาแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น บริษัท Veolia ได้ทำความร่วมมือกันกับ PV Cycle สร้างโรงงานรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะแห่งแรกของยุโรป อ้างอิงจากการรายงานผลการจัดการในเว็บไซต์ของ Veolia โรงงานนี้จะเน้นการรีไซเคิลวัสดุจากแผงโซลาร์เซลล์เพื่อส่งกลับไปใช้ใหม่ในอุตสาหกรรมต้นทางต่าง ๆ ไม่ได้เป็นการรีไซเคิลเพื่อนำมาผลิตเป็นแผงโซลาร์เซลล์แผงใหม่โดยตรง เช่น การรีไซเคิลกระจกซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของแผงโซลาร์เซลล์ส่งกลับไปยังอุตสาหกรรมผลิตกระจก การรีไซเคิลโครงที่เป็นอะลูมิเนียมส่งไปยังโรงหลอมอะลูมิเนียม

*การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR)

หลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) คือหลักการที่กำหนดให้ผู้ผลิตมีบทบาทมากขึ้นในการร่วมรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่ตนเองผลิตและจำหน่าย รวมถึงเมื่อผลิตภัณฑ์เหล่านั้นหมดอายุการใช้งาน ซึ่งต่างกับในอดีตที่ผู้ผลิตมักไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับซากผลิตภัณฑ์ที่หลงเหลืออยู่หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถูกขายให้แก่ผู้บริโภคไปแล้ว โดยผู้ผลิตต้องมีวิธีจัดการกับผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งาน รวมทั้งซากบรรจุภัณฑ์ (อธิบายโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (Petromat) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

คำถามคือ ERP นั้นสามารถนำมาปรับใช้กับแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งานได้หรือไม่ และจะต้องดำเนินการผ่าน "เครื่องมือ" ใด?

ในสหภาพยุโรป อาศัยกฎหมายที่สำคัญได้แก่ EU Regulations 2023/1542 ซึ่งเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปว่าด้วยแบตเตอรี่และของเสียจากแบตเตอรี่ ได้วางหลักการว่าประเทศสมาชิกที่มีการผลิตแบตเตอรี่จะต้องกำหนดให้ผู้ผลิตมีความรับผิดชอบที่ถูกขยายให้ครอบคลุมตลอดช่วงวงจรชีวิตของแบตเตอรี่ ตั้งแต่การนำสินค้าออกสู่ตลาดไปจนถึงการจัดการเมื่อสิ้นสุดการใช้งาน กล่าวคือ ผู้ผลิตต้องรับภาระทั้งในด้านการเงิน การจัดเก็บ และการดำเนินการรีไซเคิลแบตเตอรี่ดังกล่าว

ทั้งนี้ ใน Article 3(1)(47) ของ EU Regulations 2023/1542 ได้กำหนด "ผู้ผลิต" ไว้ครอบคลุมถึงบุคคลใดก็ตามที่เป็นผู้นำแบตเตอรี่ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย หรือบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้า ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม รวมถึงการขายทางไกล (Distance Selling) ส่งผลให้บุคคลเหล่านี้ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียจากแบตเตอรี่

ในส่วนกฎหมายภายในของประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ปรากฏการนำหลักการ EPR ไปบังคับใช้ผ่านกรอบกฎหมายภายใน ชื่อว่า "Besluit regeling voor uitgebreide producentenverantwoordelijkheid" ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดชอบที่ถูกขยายของผู้ผลิตตามหลักการ EPR โดยระบุใน Article 9.1.6 ถึงความรับผิดชอบทางการเงินและการจัดการ (Financial and Organisational Responsibility) ของผู้ผลิตที่มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งในด้านการเงินหรือด้านการจัดการเมื่อผลิตภัณฑ์ของตนกลายเป็นขยะ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งและให้ทุนสนับสนุนระบบการรวบรวมขยะ (Collection System) นอกจากนี้ใน Article 2.2 ได้ระบุอย่างชัดเจนในการนำออกแบบให้นำกลับมาใช้ซ้ำได้และการรีไซเคิล หน้าที่ตามกฎหมายเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการจัดการขยะ จึงมีศักยภาพสร้างแรงจูงใจในการออกแบบ (Incentive for Eco-design) ให้ผู้ผลิตหันมาใส่ใจในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และให้ความสำคัญต่อการออกแบบตั้งแต่ต้นทาง

ส่วนของซากแผงโซลาร์เซลล์นั้น สหภาพยุโรปได้ออก Waste Electrical and Electronic Equipment (WEEE) Directive 2012/19/EU ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับของเสียจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงแผงโซลาร์เซลล์อินเวอร์เตอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน และบรรจุภัณฑ์ในฐานะ Electrical and Electronic Equipment โดย Article 3(1)(f) กำหนดให้ผู้ผลิตต้องเป็นผู้รับภาระในการจัดหาเงินทุนสำหรับการเก็บรวบรวม การบำบัด การรีไซเคิล และการกำจัดอย่างเหมาะสมสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ เมื่อสิ้นอายุการใช้งาน โดยมีการนำหลักผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่ายมากำหนดให้ผู้มีผลิตมีภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียควรถูกแบกรับโดยผู้ที่ก่อให้เกิดของเสียและผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการนำสินค้าออกสู่ตลาด

ตาม WEEE Directive 2012/19/EU มีบทบัญญัติใน Article 7 ในการกำหนดอัตราการเก็บรวบรวมขั้นต่ำ (Minimum Collection Rate) ที่แต่ละประเทศสมาชิกต้องบรรลุ 65% ของปริมาณ EEE ที่นำออกสู่ตลาด หรือ 85% ของ WEEE หรือการจัดการแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าตาม EU Regulations 2023/1542 ในการจัดตั้ง Producer Responsibility Organisations (PRO) เป็นองค์กรกลางทำหน้าที่เก็บรวบรวมของเสียและดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบ

เพื่อประโยชน์ในการควบคุมผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจกำหนดให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมยานยนต์ไฟฟ้า และแผงโซลาร์เซลล์ภายใต้ WEEE Directive 2012/19/EU มีแนวทางในการให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับภาระต้นทุนทั้งหมดของการจัดการของเสียผ่าน "Collective Scheme" ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมเงินสมทบจากผู้ผลิตหลาย ๆ รายเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการการกำจัดของเสียจากผลิตภัณฑ์แผงโซลาร์เซลล์ ทั้งนี้ เงินที่ผู้ผลิตจ่ายเข้า Collective Scheme นี้เป็นการนำเงินเข้าไปรวบรวมซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย เช่นเดียวกันกับ EU Regulations 2023/1542 ที่ได้มีกลไกอย่าง "Financial Contribution" กำหนดให้ผู้ผลิตจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบที่ใช้บริหารจัดการของเสียจากแบตเตอรี่ มิใช่กลไกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่รัฐมีอำนาจในการออกโดยตรง

หลัก EPR สำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่สิ้นอายุการใช้งานนั้นปรากฏในกฎหมายภายในของประเทศชื่อว่า "Regeling afgedankte elektrische en elektronische apparatuur" กฎหมายฉบับนี้กำหนดความรับผิดชอบด้านการจัดการและความรับผิดชอบทางการเงินของผู้ผลิต ใน Article 8 กำหนดความรับผิดชอบให้ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการรวบรวมและจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้ตามเป้าหมาย เช่น ต้องเก็บรวบรวมให้ได้อย่างน้อย 65% ของน้ำหนักเฉลี่ยของอุปกรณ์ที่ตนนำมาวางจำหน่ายในตลาดในช่วง 3 ปีก่อนหน้า รวมถึง Article 13 และ Article 14 ที่ระบุถึงความรับผิดชอบทางการเงินในการให้ผู้ผลิตต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรวบรวม คัดแยก นำกลับมาใช้ใหม่ และกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์

*EPR ในกฎหมายไทยเทียบกับกฎหมายของสหภาพยุโรป

กฎหมายของสหภาพยุโรปและกฎหมายของประเทศเนเธอร์แลนด์แสดงให้เห็นว่าการนำเอาหลักการ EPR มาใช้กับแตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพและแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้แล้วนั้นต้องอาศัยกฎหมาย ในประเทศไทยปรากฏการจัดทำกฎหมายที่มีภารกิจนี้ในร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และซากผลิตภัณฑ์อื่น พ.ศ. .... (อยู่ในขั้นตอนก่อนเสนอ ครม.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจัดการซากผลิตภัณฑ์มีอำนาจตามมาตรา 14 ออกประกาศกำหนดประเภทผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตามพระราชบัญญัตินี้

โดยการกำหนดประเภทและชนิดของซากผลิตภัณฑ์ ต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) มีส่วนประกอบของสารอันตรายซึ่งหากจัดการหรือถอดแยกซากผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม (2) มีค่าใช้จ่ายสูงในการจัดการส่วนประกอบหรือของเสียจากการถอดแยกชิ้นส่วนของซากผลิตภัณฑ์ อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ (3) มีส่วนประกอบที่เป็นวัสดุ โลหะมีค่า หรือแร่ธาตุหายาก ควรนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

อาศัยอำนาจตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถออกประกาศให้ประเภทผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ใดให้เป็นสิ่งที่ตกอยู่ในการควบคุมตามกฎหมายนี้ เมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ให้นิยามของ"ซากผลิตภัณฑ์" ให้หมายความว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถใช้งานหรือไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไปนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะประกาศให้ทั้งแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งานแล้วให้เป็นซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมตามมาตรา 14

การประกาศนี้สอดคล้องกับแนวทางของสหภาพยุโรป หลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาสถานะของซากผลิตภัณฑ์ มาจาก Directive 2008/98/EC (Waste Framework Directive) ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายหลัก โดยใน Article 3(1) ได้กำหนดนิยามของคำว่า "ขยะ" (Waste) ไว้ว่าหมายถึง วัตถุหรือสิ่งของใดๆ ที่ผู้ครอบครองได้ทำการละทิ้ง (Discards) หรือมีเจตนาที่จะละทิ้ง หรือถูกบังคับให้ต้องละทิ้ง ซึ่งนิยามกลางนี้ถือเป็นเงื่อนไขตั้งต้นที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกใช้งานแล้วกลายเป็นขยะที่ต้องเข้าสู่ระบบการควบคุม

สำหรับกรณีของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้านั้น ใน Regulation (EU) 2023/1542 Article 3(14) ได้กำหนดนิยามของ "Electric Vehicle Battery" ว่าหมายถึง แบตเตอรี่ใด ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนยานพาหนะไฟฟ้า ทั้งนี้ เมื่อแบตเตอรี่ดังกล่าวถูกละทิ้ง หรือมีเจตนาที่จะละทิ้ง หรือถูกบังคับให้ต้องละทิ้ง กฎหมายได้ระบุให้เข้าสู่สถานะ "Waste Battery" ตาม Regulation (EU) 2023/1542 Article 3(50) ในทำนองเดียวกันแผงโซลาร์เซลล์ก็ถูกควบคุมภายใต้บทบัญญัติทางกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง โดยใน Directive 2012/19/EU (WEEE Directive) Article 3(1)(e) ได้กำหนดนิยามของ "Waste Electrical and Electronic Equipment" หรือ "WEEE" ว่าหมายถึง อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นขยะตามนิยามใน Directive 2008/98/EC ซึ่งให้หมายความรวมถึงส่วนประกอบและชิ้นส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์นั้นด้วย นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้ กฎหมายยังได้ระบุรายการผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมไว้ในภาคผนวก 4 (Annex IV) โดยจัดให้ "Photovoltaic Panels (PV Panels)" อยู่ในหมวด Category 4 (Large Equipment) อย่างชัดเจน

เมื่อแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุแล้วกลายเป็น "ผลิตภัณฑ์" ควบคุมตามกฎหมายแล้ว "ผู้ผลิต" นั้นหมายรวมถึง ผู้ที่ได้รับในการนำเอาแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์มาจำหน่ายในประเทศไทย และให้หมายความรวมถึง ผู้นำเข้า ผู้สั่งเข้ามาเพื่อจำหน่ายจ่ายแจกมีความรับผิดชอบมาตรา 17 ในการรับผิดชอบการจัดการซากผลิตภัณฑ์ "ด้วยตนเอง"เว้นแต่จะได้มอบหมายให้องค์กรจัดการซากผลิตภัณฑ์เป็นผู้ดำเนินการจัดการซากผลิตภัณฑ์ (PRO) จึงย่อมหมายความว่าผู้ผลิตต้องคำนึงถึง "ค่าใช้จ่าย" ที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ตามกฎหมายนี้

ร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และซากผลิตภัณฑ์อื่น พ.ศ. .... รองรับการจัดตั้ง "องค์กรจัดการซากผลิตภัณฑ์เป็นผู้ดำเนินการจัดการซากผลิตภัณฑ์" (Producer Responsibility Organization : PRO) ซึ่งจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมควบคุมมลพิษ ตามมาตรา 23 ของร่างกฎหมาย PRO มีหน้าที่รับคืน จัดเก็บ และรวบรวมซากผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นของผู้ผลิตรายใด รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้ามาจากนอกราชอาณาจักร หรือไม่มียี่ห้อ หรือไม่มีเครื่องหมายการค้าใด ๆ หรือผู้ผลิตเลิกดำเนินการแล้วด้วย

ในส่วนของการจัดเก็บและรวบรวมซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าค่าใช้จ่ายที่ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบนั้นไม่ว่าจะเป็นกรณีที่จัดการเองหรือจ่ายผ่าน PRO ได้แก่ ค่าจัดการขยะ ตั้งแต่การรวบรวม แยก ขนส่ง ไปจนถึงการบำบัดและรีไซเคิล ค่าใช่จ่ายในการสำรวจส่วนขยะที่เก็บมาได้แบบผสมกัน (Compositional Survey) ค่าใช้จ่ายในเผยแพร่จัดการให้ข้อมูลเกี่ยวกับป้องกันและการจัดการซากแบตเตอรี่, ค่าใช้จ่ายในการรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานเสนอต่อหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแล ค่าใช้จ่ายในการจัดการซากแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าคิดจากน้ำหนักและประเภทเคมีของแบตเตอรี่โดยเริ่มต้นที่ 3.95 ยูโรสำหรับน้ำหนักไม่เกิน 40 กิโลกรัมไปจนถึงการคิดตามน้ำหนักที่ 0.08 ยูโร/กิโลกรัม หากน้ำหนักมากกว่า 1,000 กิโลกรัม

ในส่วนของการจัดการแผงโซลาร์เซลล์ตามแนวกฎหมายของสหภาพยุโรปนั้นแบ่งออกเป็นสองภาคส่วนคือ ระหว่างผู้ผลิตกับภาคครัวเรือนซึ่งใช้แผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้าใช้เอง และระหว่างผู้ผลิตกับภาคอื่นที่ไม่ใช่ภาคครัวเรือน ค่าใช้จ่ายที่ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องรับได้แก่ ค่าเก็บรวบรวม, ค่าการบำบัด, ค่าคืนสภาพเพื่อนำกลับไปรีไซเคิล และค่าการกำจัดให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยระหว่างผู้ผลิตกับภาคครัวเรือน ผู้ผลิตมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเท่านั้นส่วนระหว่างผู้ผลิตกับภาคอื่นนอกจากภาคครัวเรือน โดยหลักผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแต่กฎหมายเปิดให้สามารถตกลงความรับผิดเป็นอย่างอื่นได้ได้ ค่าใช้จ่ายในการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์อ้างอิงจาก Soren ผู้จัดการโรงงานรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ คิดค่าธรรมเนียมการจัดการ (EPR Fee) แผงน้ำหนักระหว่าง 10 ถึง 20 กิโลกรัม 0.36 ยูโร/แผง ส่วนแผงน้ำหนักระหว่าง 20 ถึง 30 กิโลกรัมที่ 0.50 ยูโร/แผง โดยค่าจัดการดังกล่าวเป็นต้นทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้เน้นแสวงหากำไร

ต้นทุนเหล่านี้ผู้ผลิตย่อมสามารถเอารวมเข้าไปกับราคาจำหน่ายแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งในส่วนของแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้ากฎหมายของสหภาพยุโรป ไม่ได้กำหนดห้ามการนำต้นทุนดังกล่าวมาบวกรวมกับราคาจำหน่ายแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า เพียงกำหนดไว้ว่าหากมีการรวมราคาต้นทุนดังกล่าวเข้าไปกับราคาจำหน่าย ผู้จำหน่ายต้องมีการกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งในใบเสร็จถึงค่าธรรมเนียมดังกล่าว วิธีดังกล่าวจึงเป็นการส่งผ่านต้นทุนให้กับผู้บริโภค และหลักการนำต้นทุนดังกล่าวมารวมกับราคาจำหน่ายได้เพียงต้องกำหนดให้ชัดแจ้งนี้เองก็ถูกนำไปใช้กับการรวมต้นทุนเข้ากับราคาจำหน่ายของแผงโซลาร์เซลล์เช่นเดียวกัน

โดยสรุป หากรัฐบาลไทยจะส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์แล้ว รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งานด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในสหภาพยุโรปแสดงให้เห็นว่า "กฎหมาย" สามารถถูกพัฒนาให้สร้างสภาพบังคับกำหนดให้แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใช้งานแล้วให้เป็นซากผลิตภัณฑ์ขยะที่ต้องมีการควบคุมตามกฎหมาย เพื่อขยายความรับผิดชอบของให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ตามหลักการ EPR ผู้ประกอบกิจการเหล่านี้จึงมีต้นทุนในการบริหารจัดการเพื่อรองรับหลักการ EPR และสามารถส่งผ่านต้นทุนนี้ไปยังผู้บริโภคต่อไป

หากรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและการใช้งานแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าแล้ว รัฐบาลก็ควรคำนึงถึงการขยายความรับผิดชอบตามหลักการ EPR นี้ "จ่าย" ค่าบริหารจัดการนี้ เพื่อมิให้ราคาที่จ่ายในการจัดหายานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์เป็นราคาที่ไม่สะท้อนต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและควรนับว่าเป็นราคาที่แท้จริงของการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์

ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้อำนวยการหลักสูตร LL.M. (Business Law)

หลักสูตรนานาชาติ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ