เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ PRACHACHAT BUSINESS รายงานข่าวในหัวข้อ "บอร์ด EEC ไฟเขียวศูนย์ธุรกิจ-เมืองใหม่อัจฉริยะ 7.2 หมื่นล้าน ประมูลต้นปี70 งัดแพ็กเกจเร่งเมืองการบินอู่ตะเภา" โดยระบุว่าคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีการประชุมครั้งที่ 2/2569 (5 มิถุนายน 2569) รับทราบความก้าวหน้าการพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ "EECiti" การที่จะเรียกว่าเมืองอัจฉริยะนั้น ระบบสาธารณูปโภคหลักทั้งด้านน้ำ ไฟฟ้า ถนนก็ต้องอัจฉริยะ ความอัจฉริยะด้านพลังงานของเมืองนี้ย่อมหนีไม่พ้นการเป็นระบบที่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าสะอาดให้กับทั้งธุรกิจและคนที่อาศัยในเมือง
ในประเด็นนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ให้ข้อมูลในเว็บไซต์ของ สกพอ. ว่า EECiti นั้นจะมีความอัจฉริยะด้านพลังงาน (Smart Energy) โดยจะต้องเป็นเมืองที่มี "พลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายผลิตน้ำเย็น (District Cooling) ระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management)" โดยระบบไฟฟ้าและพลังงานนั้นจะมีลักษณะเป็น "ระบบพลังงานหมุนเวียน สายส่งไฟฟ้า ระบบพลังงานความเย็นแบบรวมศูนย์ พลังงานกลาง จุดชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า"
สำหรับฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัทพลังงานหรือบริษัทที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการ ข่าวดังกล่าวอาจไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะนโยบายของภาครัฐ แต่เป็น "โอกาสทางธุรกิจ" ที่มีมูลค่ามหาศาล EECiti สามารถถูกพัฒนาให้เป็นเมืองที่มีระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microgrid) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งทำให้คนที่อาศัยในเมืองมีพลังงานสะอาดใช้มากขึ้นผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของเมืองนี้ การให้บริการไฟฟ้าผ่าน Microgrid โดยอาศัย BESS เป็นตัวช่วยถูกมองว่าอาจกลายเป็นตลาดใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาวและลดต้นทุนได้พร้อมกัน ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงอาจมุ่งความสนใจไปที่การเข้าสู่ตลาดและคว้าโอกาสทางธุรกิจดังกล่าวให้ได้ก่อนคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม โอกาสในการลงทุนดังกล่าวมาพร้อมกับภาระการลงทุนที่มีมูลค่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ โดย International Renewable Energy Agency (IRENA) รายงานว่าต้นทุนของโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ติดตั้งแล้ว (Fully Installed Battery Storage Projects) ทั่วโลกลดลงจาก 2,571 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ในปี 2553 เหลือ 192 ดอลลาร์สหรัฐต่อ kWh ในปี 2567 (IRENA, 2025) แม้ต้นทุนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่การพัฒนาระบบ Microgrid และ BESS ยังคงต้องอาศัยการลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน สถานีไฟฟ้าย่อย ระบบสายส่ง ระบบควบคุม และโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง
หาก กพอ. ให้เอกชนลงทุนดำเนินโครงการ Microgrid กล่าวคือลงทุนก่อสร้าง ใช้งาน บำรุงรักษา และเรียกเก็บค่าตอบแทนจากคนที่อาศัยใน EECiti (กล่าวคือเป็นการดำเนินโครงการแบบ PPP Net Cost) ย่อมหมายความว่าเอกชนจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อดำเนินโครงการและรับเอาความเสี่ยงจากการดำเนินโครงการ กรรมการบริษัทจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบในนำเสนอแผนธุรกิจต่อผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท หนึ่งในประเด็นที่กรรมการบริษัทจะต้องตอบให้ได้อย่างชัดเจนและถูกต้องคือการตอบคำถามที่ว่าโครงการ Microgrid และ BESS นั้นเป็นกิจการที่สามารถทำได้ตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนที่จะถามว่าโครงการจะสร้างรายได้หรือไม่อาจจะต้องถามก่อนว่าโครงการนี้สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายไทยหรือไม่ ซึ่งในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว AI จึงมักกลายเป็นจุดเริ่มต้นแรกในการค้นหาคำตอบดังกล่าว แต่การใช้ AI นี้จะเพียงพอต่อการเป็นข้อมูลที่สามารถตัดสินใจลงทุนได้หรือไม่? หากคณะกรรมของบริษัทเชื่อใจและตัดสินใจลงทุนด้วย "เงินผู้ถือหุ้น" แล้วเกิดความผิดพลาดจะเกิดผลร้ายอย่างไร?
หากบริษัทตัดสินใจลงทุนและต้องใช้เงินทุนของบริษัท กรรมการจะต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบอย่างยิ่งในการตัดสินใจ กรรมการต้องรักษาประโยชน์ของบริษัทอย่างยิ่ง หน้าที่นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นหน้าที่ความไว้วางใจ (Fiduciary Duty) ซึ่งหมายถึง หน้าที่ของบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของทรัพย์สินให้ทำหน้าที่แทนในการดูแลทรัพย์สิน ในบริบทของกรรมการและบริษัทจึงหมายความว่ากรรมการบริษัทคือผู้มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของบริษัทตามหลักการระมัดระวัง (Duty of Care) ที่กรรมการต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนได้ตัดสินใจโดยมีข้อมูลอย่างเพียงพอ (Informed Basis) และไม่มีเหตุให้สงสัยความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้น และทำโดยสมเหตุสมผลเยี่ยงกรรมการที่อยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นพึงกระทำ ด้วยความเชื่อโดยสุจริตว่าการตัดสินใจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทและผู้ถือหุ้น
รายงานของ Alfred R. Cowger Jr. ในหัวข้อ "Corporate Fiduciary Duty in the Age of Algorithms" (Case W. Reserve University, 2023) ระบุว่าการพึ่งพา AI โดยไม่ใช้วิจารณญาณของมนุษย์ (Over-reliance or Blind Deference) อาจเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ความไว้วางใจได้ มิได้หมายความว่าการใช้ AI ขัดต่อหลักการด้วยตัวมันเอง กรรมการบริษัทไม่อาจมอบอำนาจตัดสินใจให้ AI โดยไม่ตรวจสอบ แต่กรรมการมีหน้าที่ต้องประเมินความเหมาะสมของการใช้ AI สำหรับการตัดสินใจเรื่องนั้นๆ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ความเสี่ยง หรือขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญผ่านวิจารณญาณของตนอย่างรอบคอบ การพึ่งพา AI อย่างไม่มีการตรวจสอบหรือใช้วิจารณญาณประกอบอาจถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจบนข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือหรือไม่เพียงพอ และอาจนำไปสู่ความรับผิดทางแพ่งจากการฝ่าฝืนหลักการระมัดระวังได้
หน้าที่ของกรรมการถูกสะท้อนเอาไว้ในตัวบทกฎหมายไทย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 กำหนดหน้าที่ให้กรรมการต้องดำเนินกิจการของบริษัทด้วยมาตรฐานความระมัดระวังตามปกติของผู้ประกอบธุรกิจ (Ordinary Prudent Businessman Standard) เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 85 กำหนดหน้าที่ให้กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท ฉะนั้นแล้วหากกรรมการตัดสินใจไปโดยไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลอีกรอบจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือผู้เชี่ยวชาญที่สามารถอธิบายเหตุผลทางกฎหมายหรือทางเทคนิคเพื่อรองรับการตัดสินใจนั้นได้ อาจนำมาสู่ความรับผิดทางแพ่งตามมาตรา 1169 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการที่บริษัทหรือผู้ถือหุ้นมีสิทธิฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการได้โดยตรง นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยหลักการระมัดระวังแล้ว กรรมการบริษัทยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (Duty of Obedience) อีกด้วย
ดังนั้น หากกรรมการบริษัทกำลังเสนอแผนธุรกิจซึ่งต้องมีการลงทุนดำเนินโครงการ Microgrid และ BESS ใน EECiti รูปแบบ PPP Net Cost ซึ่งเอกชนต้องทั้งลงทุนและรับความเสี่ยงในการดำเนินโครงการนี้แล้ว กรรมการบริษัทมีหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าแต่ละกิจกรรมในโมเดลธุรกิจในภาคพลังงานที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเสนอเป็นกิจการที่ "ต้อง" หรือ "สามารถ" ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 หาก AI ตอบว่า "ทำได้ แต่ต้องออกแบบโครงสร้างธุรกิจและการขออนุญาตให้ถูกต้อง" กรรมการบริษัทควรเชื่อคำตอบนี้ทันทีหรือไม่
กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติ Business Judgment Rule ชัดเจนเหมือนกฎหมายของสหรัฐอเมริกา แต่จากแนวคำพิพากษาและหลักความระมัดระวัง สามารถตีความได้ว่า กรรมการมีสิทธิอนุมัติโครงการที่มีความเสี่ยงสูงอย่าง Microgrid หรือ BESS ได้ หากสามารถแสดงให้เห็นว่าตนได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแล้ว ขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว พิจารณาทางเลือกต่าง ๆ อย่างสมเหตุสมผล ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของบริษัท ดังนั้นหากภายหลังโครงการล้มเหลวเพราะสภาพตลาด เทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กรรมการย่อมมีโอกาสต่อสู้ได้ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 1168 แล้ว
กรรมการบริษัทมีหน้าที่ในการใช้ความระมัดระวังรอบคอบในการตอบปัญหาข้อกฎหมายว่า โมเดลธุรกิจในภาคพลังงานที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเสนอเป็นกิจการที่ "ต้อง" หรือ "สามารถ" ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 หน้าที่ในการต้องรู้ข้อมูลหรือรายละเอียดนั้นถูกสะท้อนผ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2541 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่ากรรมการของธนาคารเอเชียทรัสต์นั้นไม่ต้องรับผิดเพราะธุรกิจล้มเหลว แต่มีความรับผิดเพราะกระบวนการตัดสินใจและการกำกับดูแลในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารไม่เป็นไปตามมาตรฐานของผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องใช้ความระมัดระวัง ศาลเห็นว่ากรรมการไม่สามารถอ้างว่าไม่รู้รายละเอียดหรือไม่มีความรู้เรื่องสินเชื่อเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ เพราะเมื่อรับตำแหน่งกรรมการแล้ว ย่อมมีหน้าที่ต้องกำกับดูแลกิจการของบริษัทอย่างเหมาะสม
หากกรรมการบริษัทเชื่อ AI ว่าโครงการ Microgrid หรือ BESS นั้นกฎหมายเปิดช่องให้ขออนุญาตตามกฎหมายได้ แต่แท้จริงแล้วพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัตินี้ยังไม่เปิดช่อง หรือกระบวนการขออนุญาตนั้นมีความล่าช้าติดขัดอย่างยิ่งจนเกิดความเสียหายทำให้บริษัทต้องขาดทุนจากการลงทุนจำนวนมหาศาล กรรมการบริษัทจะต้องรับผิดจากความไม่ระมัดระวังเนื่องจากการไม่ได้รวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องตามสมควรและไม่ได้ขอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแต่ขอความเห็นจาก AI แทนที่นักกฎหมายที่เป็นมนุษย์ในการตีความพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และกฎหมายลำดับรอง หรือไม่
ตัวอย่างคดีในประเทศแคนาดา Air Canada มีการใช้ AI Chatbot ในการตอบคำถามผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของสายการบิน มีลูกค้าของสายการบินใช้ Chatbot สอบถามนโยบายส่วนลดราคาค่าตั๋วเครื่องบินและได้ข้อมูลที่ผิดพลาดมาทำให้ไม่สามารถขอรับส่วนลดตามนโยบายของสายการบินได้ สายการบินให้ข้อต่อสู้ว่า Chatbot เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากสายการบิน สายการบินจึงไม่ต้องรับผิดในการกระทำจาก Chatbot แต่ศาลตัดสินปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของสายการบิน โดยระบุว่า Chatbot เป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์
จากตัวอย่างประกอบและหลักการที่กล่าวมา ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างมนุษย์กับ AI
อย่างแรก คือ "ความรับผิดชอบ (Liability)" เพราะทุกการกระทำของมนุษย์ย่อมมี "เดิมพัน" ที่ผูกเข้ากับกฎหมาย เมื่อกรรมการบริษัทเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติโครงการก็ต้องกระทำการภายใต้หลักความระมัดระวัง ในขณะเดียวกัน หากบริษัทตัดสินใจจ้างผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์เพื่อให้คำปรึกษา หากคำปรึกษานั้นผิดพลาด ผู้เชี่ยวชาญย่อมมีความรับผิดชอบในทางวิชาชีพมารองรับ ภาระการรับผิดชอบนี้ทำให้มนุษย์ทุกคนต้องใช้ความระมัดระวังในการจะกระทำใด ๆ ในทางกลับกัน AI เป็นเพียงโมเดลภาษาที่ปราศจากความรับผิดชอบทางกฎหมาย การที่คณะกรรมการจะฝากความเสี่ยงระดับองค์กรไว้กับสิ่งที่ไม่มีความรับผิดชอบ จึงเป็นการกระทำที่ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ในชั้นศาลว่าองค์กรได้ใช้ความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนอย่างดีที่สุดแล้ว
ความแตกต่างอย่างชัดเจนอีกประการ คือ ความเชี่ยวชาญของมนุษย์ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของการให้ข้อมูลผ่านฐานข้อมูลและตีความจากตัวอักษรของ AI เพราะแม้ AI จะบอกได้ว่าการจัดตั้งระบบ Microgrid ต้องขอใบอนุญาตจาก กกพ. ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เมื่อท้ายที่สุดการให้อนุญาตยังเป็นการใช้อำนาจผ่านดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นมนุษย์ การพิจารณาว่าโครงการนี้เปิดช่องให้ทำได้จริงหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการเข้าถึง "ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ" เพื่อทำความเข้าใจเจตนารมณ์เบื้องหลังกฎหมายตามที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าใจ ตลอดจนรับรู้แนวทางปฏิบัติและทิศทางนโยบายที่หน่วยงานรัฐกำลังให้ความสำคัญ บริบทแวดล้อมเหล่านี้อาจไม่มีการบันทึกไว้เป็นฐานข้อมูลในโลกออนไลน์ การตัดสินใจที่พึ่งพาเพียงการอ่านบทกฎหมายตายตัวโดย AI ซึ่งขาดความเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถพึ่งพาได้ทีเดียว จึงต้องอาศัยนักกฎหมายที่เป็นมนุษย์ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจวิธีคิดของเจ้าหน้าที่รัฐได้มากกว่าเพียงข้อมูลในฐานข้อมูล
โดยสรุป โครงการ EECiti เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ในปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาใหม่ที่มิได้มุ่งเน้นเพียงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น แต่รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบใหม่ที่สามารถตอบโจทย์เมืองอัจฉริยะได้ ดังนั้น ภาคธุรกิจควรหันมาให้ความสนใจสร้างระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพ ยืดหยุ่น และการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตัดสินใจลงทุนระดับองค์กร กรรมการบริษัทต้องปฏิบัติบัติหน้าที่อย่างระมัดระวัง กรรมการควรเชื่อ AI หรือไม่เพียงใดจึงเป็นปัญหาสำคัญสำหรับการตัดสินใจลงทุนในโครงการ Microgrid หรือ BESS ฝ่ายพัฒนาธุรกิจอาจใช้ AI หาคำตอบและรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลในโลกออนไลน์ได้ดีกว่ามนุษย์ แต่แก่นแท้ที่ทำให้มนุษย์ไม่อาจถูกทดแทนได้ คือ "ความรับผิดชอบ (Liability)" และ "ความเข้าใจอย่างแท้จริงในบริบทที่หาไม่ได้ในฐานข้อมูล" ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือประกอบการตัดสินใจได้ดีกว่า เช่น การเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีมุมมองต่อการให้อนุญาตประกอบกิจการ Microgrid และ BESS อย่างไร มีแนวโน้มที่จะให้อนุญาตหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเจ้าหน้าที่รัฐมีแนวคิดและแนวปฏิบัติที่จะไม่ให้อนุญาตการประกอบธุรกิจนี้เว้นแต่จะมีนโยบายของประเทศรองรับการตัดสินใจ ข้อเท็จจริงอันเป็นบริบทแวดล้อมการใช้กฎหมายเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักกฎหมายที่เป็นมนุษย์ (โดยอย่างยิ่งในประเทศไทย) อาจมีความเข้าใจมากกว่า AI ท้ายที่สุดคำตอบทางกฎหมายที่มีนัยสำคัญต่อการลงทุนของบริษัทที่ AI หามาควรถูกตรวจสอบและแก้ไขโดยนักกฎหมายที่เป็นมนุษย์เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการบริษัทเป็นไปอย่างระมัดระวังรอบคอบเพื่อป้องกันความรับผิดทางกฎหมายได้
ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้อำนวยการหลักสูตร LL.M. (Business Law)
หลักสูตรนานาชาติ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย