ขสมก.เร่งลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ห้ามรถควันดำออกวิ่ง-หันใช้ B20-รับมอบรถเมล์ NGV 189 คันภายในก.พ.-มี.ค.

ข่าวทั่วไป สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- จันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 14:55:29 น.

นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล สูงเกินค่ามาตรฐาน ขสมก.จึงได้กำหนดมาตรการ เพื่อลดปริมาณการปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จากรถโดยสาร โดยแบ่งการดำเนินมาตรการออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

1. มาตรการระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย การตรวจวัดควันดำรถโดยสารก่อนนำรถออกวิ่งให้บริการประชาชน โดยห้ามมิให้รถที่มีค่าควันดำเกิน 30%  ออกวิ่งโดยเด็ดขาด หากตรวจพบจะส่งเข้าซ่อมบำรุงโดยทันที, ขอความร่วมมือ ให้บริษัทเหมาซ่อมบำรุงรถโดยสาร ดำเนินการตามแผน Set Zero ได้แก่ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง  กรองน้ำมันเครื่อง  และไส้กรองน้ำมันดีเซล รวมทั้งการล้างทำความสะอาดท่อพักไอเสียของรถโดยสารทุกคัน ก่อนรอบปกติ  เพื่อลดการปล่อยฝุ่นละอองจากท่อไอเสีย

การเปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซล B20 ในรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศเครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 2,075 คัน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562  ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 15% ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ 33% ไฮโดรคาร์บอน 21% และลดฝุ่นละอองได้ 3.7% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลเดิม

พร้อมเร่งรัดการรับมอบรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) ล็อตที่เหลือ จำนวน 189 คัน

แบ่งเป็น งวดที่ 1 รับมอบรถโดยสาร จำนวน 40 คัน ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 , งวดที่ 2 รับมอบรถโดยสาร จำนวน 60 คัน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 และ งวดที่ 3 รับมอบรถโดยสาร จำนวน 89 คัน ในวันที่ 14 มีนาคม 2562

2. มาตรการระยะกลาง  ประกอบด้วย รณรงค์ให้ประชาชนใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ แทนรถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อแก้ปัญหาการจราจร ลดการปล่อยมลพิษ และฝุ่นละอองจากท่อไอเสีย , รณรงค์ให้พนักงานใช้บริการรถรับ – ส่งพนักงาน หรือใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ในการเดินทางมาทำงาน

3. มาตรการระยะยาว ได้แก่  การเร่งดำเนินการจัดหารถโดยสารใช้พลังงานสะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาให้บริการประชาชน จำนวน 2,188 คัน เพื่อลดปริมาณการปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จากรถโดยสารอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การเช่ารถโดยสาร NGV จำนวน 300 คัน , การเช่ารถโดยสารระบบดีเซลและไฟฟ้า (Hybrid) จำนวน 400 คัน, การจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้า (EV) จำนวน 35 คัน และ การจัดซื้อรถโดยสารระบบดีเซลและไฟฟ้า (Hybrid) จำนวน 1,453 คัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง