รมว.สาธารณสุข ปฏิเสธข่าวเตรียมยกระดับไวรัสโควิดระบาดระยะ 3 คาดนายกฯ ประกาศบูรณาการ-ขอบเขตใช้กม.

ข่าวทั่วไป Monday March 2, 2020 10:36 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการชี้แจงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมในวันนี้ว่า ไม่ใช่การประกาศยกระดับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เข้าสู่ระยะที่ 3 เพราะยังไม่มีการแพร่ติดต่อกันเองของคนสู่คนในประเทศลักษณะที่เป็นคนหมู่มาก แต่คงจะเป็นการประกาศบูรณาการเรื่องของการใช้กฎหมายกับโควิด-19 ซึ่งเป็นการได้รับรายงานจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งการพูดถึงขอบเขตการใช้กฎหมาย หลังจากประกาศให้ไวรัสโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย

รมว.สาธารณสุข ยังกล่าวว่า ผู้ป่วยในประเทศไทยที่เสียชีวิต 1 ราย ยังไม่แน่ชัดถึงสาเหตุของการเสียชีวิตว่าเกิดจากไวรัสโควิด-19 หรือไม่ ต้องรอพิสูจน์ทางการแพทย์ แต่เบื้องต้นทราบว่าได้รักษาเชื้อโควิด-19 ไปแล้ว แต่ยังมีโรคอื่นอยู่ และผู้ป่วยสัดส่วน 2 ใน 3 ของจำนวนผู้ป่วยยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทยรักษาหายด้วยยาที่มีอยู่ภายในประเทศ เพราะปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยตรง แต่เป็นยาประคองอาการและทำให้ผู้ป่วยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อไวรัสและหายป่วย

โดยในช่วงเช้าได้มีการหารือกับนายหยาง ซิน อุปทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อขอให้ช่วยเจรจากับผู้ผลิตยาที่ได้ลิขสิทธิ์ผลิตยาที่ใช้ได้ดีกับผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 มาขายให้กับประเทศไทย เนื่องจากขณะนี้จีนยังไม่อนุญาตให้ขายยาดังกล่าว แต่ยืนยันว่ายาที่มีอยู่ใช้ยับยั้งอาการป่วยได้ ดังนั้น กระแสข่าวไม่มียารักษาผู้ป่วยจึงไม่เป็นความจริง เนื่องจากองค์การเภสัชกรรมได้ซื้อยาเข้ามาเพิ่มเติมจำนวนหนึ่งโดยใช้ความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นบริษัทผู้ผลิตยาด้วยกันจึงนำเข้ามาได้ในสัปดาห์ที่แล้ว

พร้อมย้ำมาตรการในการป้องกันดูแลตนเอง กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด หากป่วยให้สวมหน้ากากอนามัย ส่วนปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยนั้น สามารถที่จะใช้หน้ากากผ้าแทนได้ และหากทุกคนร่วมมือกันใช้หน้ากากผ้าก็จะทำให้การกักตุนหน้ากากอนามัยหมดไป อีกทั้งการใช้หน้ากากอนามัยก็ต้องคำนึงถึงการกำจัดหน้ากากด้วย

ขณะเดียวกันปฏิเสธแสดงความเห็นกรณีนักวิชาการด้านการแพทย์ของสหรัฐฯ ระบุว่าผู้ที่ไม่ป่วยแล้วใส่หน้ากากจะมีโอกาสติดเชื้อมากกว่านั้น นายอนุทิน กล่าวว่า จะมอบหมายให้กรมควบคุมโรคเป็นผู้ชี้แจง ซึ่งตนเห็นด้วยว่าหากไม่ป่วยก็ไม่ควรใช้ แต่ควรให้ใช้กับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล หรือใช้เมื่อเข้าไปสู่พื้นที่แออัด


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ