(เพิ่มเติม) ผู้บริหารรพ.เอกชนห่วงปัญหาเตียง-อุปกรณ์ไม่เพียงพอ แนะเร่งหาวัคซีนคุมโควิด

ข่าวทั่วไป Friday July 30, 2021 18:12 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(เพิ่มเติม) ผู้บริหารรพ.เอกชนห่วงปัญหาเตียง-อุปกรณ์ไม่เพียงพอ แนะเร่งหาวัคซีนคุมโควิด

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมหารือการบริหารจัดการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 และการเตรียมความพร้อมของหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Hospitel) ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน จำนวน 21 แห่ง โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เข้าร่วมด้วยผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอร์เร้นท์

โดยทางโรงพยาบาลเอกชนได้นำเสนอปัญหา และแนวทางการรับผู้ป่วย การรักษา และการลดการติดเชื้อ ซึ่งต่างยอมรับว่า ต้องเพิ่มเตียงสีเหลือง สีแดง และห้องความดันลบ และยังมีข้อกังวลว่า จะต้องขยายเตียงมากเท่าใดจึงจะรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอได้ หากการควบคุมการระบาดยังไม่เป็นผล โดยเฉพาะวัคซีนที่เป็นหัวใจสำคัญ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลเร่งรัดสนับสนุนการนำเข้าและจัดหาวัคซีนทั้งของรัฐและเอกชน โดยวัคซีนหลักของรัฐบาลคือ ซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และกำลังดำเนินการด้านเอกสารของสปุตนิก วี

ส่วนวัคซีนทางเลือกที่เอกชนซื้อผ่านราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ อย่างซิโนฟาร์มก็เข้ามาแล้ว ขณะที่โมเดอร์นาจะเข้ามาในไตรมาสที่ 4 ซึ่งขึ้นกับบริษัทต้นทางด้วย แต่รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ให้มีการนำเข้าและแจกจ่ายวัคซีนให้ทั่วถึงตามสัดส่วนประชากรและการแพร่ระบาด รวมทั้งชุดตรวจ Antigent test kit ที่จะมีการแจกจ่ายให้มีการตรวจอย่างทั่วถึง แต่เมื่อตรวจแล้วจะดำเนินการอย่างไรนั้นต้องกำหนดให้ชัดเจน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เห็นว่า ทุกภาคส่วนต้องทำงานทั้งเชิงรุก เช่น การขยายเตียง และเชิงรับ เช่น การตรวจสอบคัดกรอง ต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน เพราะชีวิตประชาชนคนไทยตัองได้รับการดูแล ส่วนข้อกฏหมายที่ติดขัดจะแก้ไขเพื่อให้แพทย์สามารถบริหารจัดการทำงานได้

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการหารือว่า นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณโรงพยาบาลเอกชนที่ร่วมมือกับรัฐบาลในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 พร้อมยืนยันการบริหารงานของรัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ที่ผ่านมาไม่ได้ล้มเหลว ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีและศบค. เป็นเพียงผู้กำหนดนโยบายที่เป็นผลจากการหารือของทุกฝ่าย

นายอนุชา กล่าวว่า รัฐบาลและศบค. ทำงานทุกวันต่อเนื่อง มีการปรับปรุงมาตรการเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน โดยยึดหลักการสำคัญ คือ การร่วมมือร่วมใจภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ประเทศของเราปลอดภัยจากโรคโควิด-19 โดยเร็ว

ในส่วนของการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เป็นไปตามแผนการจัดหาและการกระจายวัคซีนโควิด-19 คือ มีการจัดหาวัคซีนโดยรัฐเพื่อให้บริการประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย วัคซีนทางเลือก และวัคซีนที่ได้รับบริจาค และยืนยัน วัคซีนของรัฐ ไม่มีตกหล่นหรือหายไป ที่สำคัญขอให้มั่นใจว่าทุกยี่ห้อที่นำเข้าโดยรัฐบาลมีความปลอดภัย สามารถช่วยลดอาการรุนแรงของโรคได้ ซึ่งทุกจังหวัดจะต้องได้รับวัคซีนตามสัดส่วนประชากรและกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่

ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถจัดหาได้เอง เพื่อเป็นวัคซีนทางเลือก ซึ่งนายกรัฐมนตรีและ ศบค. ไม่มีการรวบอำนาจ แต่เป็นทำงานโดยรับฟังข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อกำหนดมาตรการในการแก้ไขให้ตอบสนองกับสถานการณ์ให้มากที่สุด

นอกจากนี้ ยังได้มีการเตรียมพร้อมจัดหาเวชภัณฑ์ไว้เพียงพอ ทั้งยาฟาวิฟิราเวียร์ ตอนนี้ไทยสามารถผลิตได้ 200,000 เม็ด และเดือนหน้าผลิตได้ 3 ล้านเม็ด ที่เหลือจะนำเข้าจนครบ 60 ล้านเม็ดในเดือนกันยายน

นายกรัฐมนตรียังรับทราบข้อห่วงใยของโรงพยาบาลเอกชนในเรื่องต่าง ๆ อาทิ เรื่องการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายและการคุ้มครองการทำงานของแพทย์ การตรวจคัดกรอง การจัดส่งผู้ป่วย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขทำงานทุกวัน เพื่อให้กระบวนการอนุมัติสำหรับ Hospitel เป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพื่อสามารถดึงบุคลากรทางการแพทย์ หมอ พยาบาล จากโรงพยาบาลเอกชนและเครือข่ายให้มาร่วมดูแลผู้ป่วยให้มากยิ่งขึ้นได้ ซึ่งผลการหารือวันนี้ทั้งข้อมูลและข้อสังเกตจากโรงพยาบาลเอกชน จะได้นำเข้าสู่ที่ประชุมศบค.ต่อไป

ขณะเดียวกันมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สปสช. เข้ามาดูแลกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น ให้ความมั่นใจกับบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วย เพื่อเป็นประโยชน์ในการดูแลคนไข้ให้มากที่สุด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า รัฐบาลทำงานทั้งเชิงรุก คือ การเตรียมขยาย รพ. บูรณาการร่วมกันของโรงพยาบาลเอกชนทั้งในเครือและนอกเครือ ภายใต้กรอบอันเดียวกัน ได้แก่ การบริหารข้อมูล การส่งต่อ การคัดกรอง มีการรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มีความแตกต่างคือ ในส่วนโรงพยาบาลรัฐ ประชาชนจะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล แต่ในภาคเอกชนอาจมีการเสียค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง

นอกจากนี้ยังได้สั่งการกระทรวงกลาโหม และกองทัพ เข้ามาช่วยดูแลประชาชน บูรณาการทุกภาคส่วน จัดระบบแพทย์ พยาบาล โดยนำนักเรียนแพทย์ชั้นปีสุดท้ายเข้ามาช่วยดูแล เพิ่มขีดความสามารถทางการแพทย์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งจัดชุดเดินตรวจในชุมชนต่างๆ ขณะเดียวกันก็มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพยายามสร้างสังคมที่ดูแลกันเป็นพื้นที่สีฟ้า ที่เพื่อนบ้านใส่ใจดูแลซึ่งกันและกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวชื่นชมและให้กำลังใจกรมควบคุมโรค ที่ได้มีการปรับการแถลงข่าวสถานการณ์โควิด-19 เน้นการให้ข้อมูลที่มีการแยกตัวเลขประเภทผู้ติดเชี้อที่ชัดเจน การนำเสนอตัวเลขผู้ป่วยหายกลับบ้าน เป็นสื่อสารสร้างปัญญามากกว่าสร้างอารมณ์ รวมทั้งช่วยลดวิตกกังวลของสังคมในขณะนี้ด้วย ซึ่งหน่วยงานอื่นๆก็ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนให้รวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ