(เพิ่มเติม1) ศบค.ปรับพื้นที่สีเขียวทั่วปท.-เลิก Thailand Pass-เคลื่อนแรงงานต่างด้าวตามปกติ

ข่าวทั่วไป Friday June 17, 2022 14:11 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(เพิ่มเติม1) ศบค.ปรับพื้นที่สีเขียวทั่วปท.-เลิก Thailand Pass-เคลื่อนแรงงานต่างด้าวตามปกติ

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ชุดใหญ่ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานมีมติให้ผ่อนคลายมาตรการป้องกันควบคุมโรคในประเทศเพิ่มเติม มีผลนับตั้งแต่ประกาศราชกิจจานุเบกษา/ มีผลทันที ดังนี้

1. ปรับระดับพื้นที่สถานการณ์เป็นระดับเฝ้าระวัง (สีเขียว) ทั้งประเทศ ยกเลิกการกำหนดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว

2. มาตรการการใส่หน้ากาก ให้ปรับเป็นข้อแนะนำว่าควรสวมหน้ากาก และให้สวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่ออยู่ในที่แออัด สถานที่ปิด หรือมีการอยู่ใกล้ชิดกับคนจำนวนมาก

(เพิ่มเติม1) ศบค.ปรับพื้นที่สีเขียวทั่วปท.-เลิก Thailand Pass-เคลื่อนแรงงานต่างด้าวตามปกติ

ทั้งนี้ หน้ากากยังคงมีประโยชน์ในการป้องกัน ทั้งการแพร่เชื้อและการรับเชื้อโควิดและโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอื่นๆ รวมถึงยังสามารถป้องกันปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ จึงควรพกหน้ากากทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน และสามารถนำมาสวมเมื่อมีความเสี่ยง

อย่างไรก็ดี เน้นย้ำประชาชนกลุ่มเฉพาะกลุ่ม 608 (ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง) หรือผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ควรสวมหน้ากาก เมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่น ส่วนผู้ติดเชื้อ/ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ให้สวมหน้ากากตลอดเวลา เมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น

สำหรับประชาชนทั่วไป/ผู้ใช้บริการ สามารถถอดหน้ากากในสถานที่ภายนอกอาคาร ที่โล่งแจ้ง โดยให้สวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่น หรือไม่สามารถเว้นระยะห่าง มีความแออัด มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก หรือมีการระบายอากาศไม่ดี เช่น ขนส่งสาธารณะ ตลาด สนามกีฬาหรือสถานที่แสดงดนตรีที่มีผู้ชม ฯลฯ

ส่วนสถานที่ภายในอาคาร ให้สวมหน้ากาก สามารถถอดหน้ากากกรณีอยู่คนเดียว หากอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ที่พำนักเดียวกันต้องสามารถเว้นระยะห่างได้ ไม่รวมกลุ่มแออัด และอยู่ในที่ระบายอากาศได้ดี มีกิจกรรมที่จำเป็นต้องถอดหน้ากาก เช่น รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย บริการบริเวณใบหน้า ศิลปะการแสดง ฯลฯ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เมื่อกิจกรรมนั้นเสร็จสิ้น ควรสวมหน้ากากทันที

"เรื่องการสวมหน้ากากอนามัย นายกฯ ขอให้เป็นความสมัครใจ ขอให้ยังต้องใช้อยู่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้ ในต่างประเทศบางคนที่สวมหน้ากากมีการบูลลี่ว่าติดเชื้อ อยากให้มองว่าใครที่สวมหน้ากากอาจเป็นคนที่รักสุขภาพตนเอง เป็นสิทธิที่เขาจะใส่ได้ จึงอยากให้เป็นการสมัครใจ เรื่องหน้ากากจะมีการพูดคุยกัน โดยกรมอนามัยจะลงรายละเอียด และสื่อสารต่อไป ประกาศใช้วันที่เท่าไหร่จะบอกอีกครั้ง" นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ได้มีการผ่อนคลายแนวปฏิบัติของการถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ให้ผู้ปฏิบัติงานหน้าฉาก (ผู้ประกาศข่าว พิธีกรนักแสดง แขกรับเชิญทุกคน) ให้ถอดหน้ากากเฉพาะปฏิบัติหน้าที่หน้าฉากเท่านั้น และควรต้องมีการจัดให้มีฉากกั้นหรืออุปกรณ์ป้องกันในรายการ เพื่อคงรักษาการเว้นระยะห่างไว้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของรายการโดยภาพรวมด้วย

ส่วนผู้ปฏิบัติงานในกองถ่ายทุกคน ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาในพื้นที่ปฏิบัติงาน กรณีที่ผู้ปฏิบัติงานหน้าจากเป็นกลุ่มเปราะบาง 608 และเด็กเล็ก จะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ปฏิบัติงานในกองถ่าย ส่วนกรณีผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง/ติดเชื้อทางเดินหายใจ ผู้ปฏิบัติงานในกองถ่าย ให้สามารถมาปฏิบัติงานได้ตามมาตรการ แต่ผู้ปฏิบัติงานหน้าฉาก (ผู้ประกาศข่าว พิธีกรนักแสดง แขกรับเชิญทุกคน) ให้งดมาปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ ยังคงต้องมีมาตรการ คือ ทุกคนต้องได้รับวัคซีนตามเกณฑ์ เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร ยกเลิกตรวจอุณหภูมิ และตรวจ ATK ก่อนเจ้าพื้นที่ถ่ายทำทุกครั้ง และหากถ่ายทำต่อเนื่องให้ตรวจซ้ำทุก 5-7 วัน

3. การบริโภคสุราหรือแอลกอฮอล์ ให้เปิดบริการได้ตามปกติ โดยต้องปฏิบัติมาตรการป้องกันโรค รวมทั้งกฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

4. สถานประกอบการประเภทสถานบันเทิง ฯลฯ เปิดให้บริการและให้ผู้รับบริการดื่มแอลกอฮอล์ได้ในพื้นที่เฝ้าระวัง โดยเปิด ให้บริการตามกฎหมายเติมกำหนด

"ทั้งข้อ 3 และข้อ 4 ค่อนข้างมีข้อถกเถียงเรื่องกฎหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายไปหาข้อสรุป ดูกฎหมายเก่า ผ่านกระบวนการจัดการเรื่องกฎหมาย และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งนายกก็ได้ขอให้ดำเนินการให้เร็วที่สุด ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เกิดวันที่ 1 ก.ค. อย่างไรก็ดีต้องให้เวลาทีมกฎหมายด้วย" นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

5. การเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว ผ่อนคลายให้การดำเนินการเป็นไปตามปกติ

6. การคัดกรองอุณหภูมิ ไม่มีความจำเป็นต้องคัดกรองอุณหภูมิในอาคารสถานที่ (อาจให้มีการคัดกรองอุณหภูมิในสถานที่เสี่ยงหรือพื้นที่ระบาด)

7. การเว้นระยะห่าง แนะนำให้มีการเว้นระยะห่างตามความเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่โรค

8. มาตรการรวมกลุ่ม ให้ตรวจคัดกรอง Antigen Test Kit (ATK) กรณีเป็นผู้ป่วยสงสัยที่มีอาการทางเดินหายใจ หากมีการรวมกลุ่มมากกว่า 2,000 คน ขอให้แจ้งทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อเฝ้าระวังการระบาด

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 65 ให้ยกเว้นการลงทะเบียนระบบ Thailand Pass ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ผู้เดินทางแสดงเอกสารการฉีดวัคซีน หรือผลตรวจเชื้อ และให้ดำเนินการสุ่มตรวจผู้เดินทาง (หากสุ่มแล้วผู้เดินทางไม่มีเอกสารรับรองใดๆ จะดำเนินการตรวจ pro-ATK ที่สนามบิน) จนกว่าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งนี้ คงระบบและเปลี่ยนหน้าที่ Thailand Pass สำหรับโรคโควิด-19 เพื่อให้ผู้เดินทางใช้แจ้งรายงาน กรณีมีอาการต้องสงสัยโรคติดต่ออันตราย และโรคติดต่อที่ต้องรายงานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

"ได้มีการยกเว้นการลงทะเบียน Thailand Pass หรือหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศ (Certificate of Entry: COE) ของคนต่างชาติ ยกเลิกมาตรการคัดกรองอุณหภูมิและอาการทางเดินหายใจ ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ และยกเลิกการกำหนดเงินประกันการเดินทางสำหรับต่างชาติ แต่ยังคงส่งเสริมแนะนำให้ซื้อประกันอยู่" นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ในส่วนของการให้บริการวัคซีน การจะเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นนั้น จะต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นถึง 60% ซึ่งขณะนี้ทำได้ 41.8% ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกุล รมว.สาธารณสุข ชี้แจงว่า วัคซีนที่สั่งซื้อมามีทั้งหมด 150 ล้านโดส หนึ่งคนต้องฉีดวัคซีน 3 เข็ม หรือได้เต็มที่แค่ 50 ล้านคน บวกกับที่ได้รับบริจาค 15 ล้านโดส รวมทั้งหมดก็ยังไม่ได้จำนวนเต็มของประชากรคนไทยกว่า 60 ล้านคน ดังนั้น วัคซีนที่มีอยู่ขณะนี้ไม่ได้เกินแผนที่วางไว้ แต่ประชาชนยังไม่มารับวัคซีน ดังนั้น สธ. จึงต้องนำวัคซีนไปให้ใกล้ประชาชนให้ได้มากที่สุด เช่น ส่งไปยังหน่วยงานที่ใกล้ประชาชน หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

นอกจากนี้ ยังมีแผนการปรับแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 กับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า โดยปรับเปลี่ยนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าบางส่วน เป็น Long Action Antibody (LAAB) ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณที่เคยได้รับการอนุมัติจาก ครม. และขยายระยะเวลาส่งมอบวัคซีน จากเดือนม.ค.-ก.ย. 65 เป็นม.ค. 65-มิ.ย. 66


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ