ไม่รอด! ศาล รธน.วินิจฉัย "แพทองธาร" ขาดคุณสมบัตินายกฯ -ครม.ต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ

ข่าวกฏหมายและประกาศ Friday August 29, 2025 16:01 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียงเห็นว่า น.ส.แพทองธาร ขาดคุณสมบัติการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เนื่องจากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ปฏิบัติหน้าที่ขาดความรอบคอบระมัดระวัง ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะไปด้วย

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ หลังจาก สว.36 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภาว่าปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร กับสมเด็จ ฮุน เขน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เผยแพร่ทางสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งผู้ถูกร้องแถลงข่าวยอมรับว่าเป็นเสียงการสนทนาของตนกับสมเด็จ ฮน เซน จริง

แม้ น.ส.แพทองธาร จะแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์แบบส่วนตัวโดยมีเจตนาที่จะเจรจาต่อรองอย่างนุ่มนวลเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและอธิปไตยของไทยก็ตาม แต่ผู้เข้าชื่อเสนอคำร้องเห็นว่า น.ส.แพทองธาร นิ่งเฉยและไม่ปฏิบัติหน้าที่โต้ตอบหรือกำหนดมาตรการรวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศด้วยตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ตามหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ เพราะเหตุแห่งความสัมทันธ์ส่วนตัวในลักษณะเป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา พร้อมที่จะทำตามหรือจัดการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการมาโดยตลอด ส่วนแม่ทัพภาคที่ผู้ถูกร้องเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ผู้ถูกร้องไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้ว มีมติโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 โดยเสียงข้างมาก คือ นายปัญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ ทะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายอุดม รัฐอมฤต ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 3 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายสเมธ รอยกลเจริญ เห็นว่า เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) แล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1)

ในการอ่านคำวินิจฉัยวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญบรรยายรายละเอียดของมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างละเอียด เช่น รมต.ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ประพฤติตรงจริงใจ ไม่โกหกหลอกลวง ครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและรักษาผลประโยชน์ของชาติ ต้องไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณีอันอาจกระทบกับความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน เป็นต้น ซึ่งประเด็นของความซื่อสัตย์ ศาลฯ เห็นว่าข้อความในการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุนเซน ไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของสมเด็จฮุนเซนอย่างชัดเจน และการกล่าวถึงแม่ทัพภาค 2 ไม่ได้กระทบกับการดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาค 2 โดยน.ส.แพทองธาร ยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

แต่ในประเด็นการรักษาผลประโยชน์ของชาตินั้น ศาลฯ เห็นว่า น.ส.แพทองธาร สนทนากับสมเด็จฮุนเซน ตำหนิแม่ทัพภาค 2 เป็นการแสดงความอ่อนแอทางการเมืองให้กัมพูชารู้และสามารถใช้แทรกแซงกิจการในประเทศไทยได้ ซึ่ง น.ส.แพทองธาร เลือกใช้เจรจาส่วนตัวกับสมเด็จฮุนเซน แม้ว่าจะมีช่องทางการเจรจาอย่างเป็นทางการแบบปกติ ต้องยิ่งระมัดระวังและรอบคอบเพิ่มขึ้น แต่กลับปฏิบัติหน้าที่ขาดความรอบคอบระมัดระวัง ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเหนือผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนั้นในภายหลังจากการสนทนายังเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงเพื่อพยายามเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาตามความต้องการของสมเด็จฮุนเซน พร้อมทั้งปกปิดข้อความที่ได้สนทนาต่อที่ประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็ก เพราะห่วงว่าจะมีรายละเอียดที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนและกระทบกับคะแนนนิยม ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ซ้ำยังทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ