นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการตัดสินใจที่จะโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรค การเมืองว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทยว่า จากสมการทางการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน การเลือกทางใดทางหนึ่งนั้น พรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจ เรื่องนี้ต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ กระบวนการนี้จะต้องใช้การตัดสินใจของผู้บริหารพรรคและ สส. โดยจะมีการประชุมกันในบ่ายวันจันทร์ที่ 1 กันยายนนี้
ทั้งนี้ พรรคมีเป้าหมายคือการหาทางออกให้กับประเทศ ซึ่งหมายถึงการคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งใหม่ เลือกรัฐบาลชุดใหม่ และตอนนี้พรรคประชาชนยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร แต่จะใช้เสียง 143 เสียงของพรรคในการโหวตนายกฯ ต้องสอดคล้องกับการเดินหน้าเลือกตั้งในวันที่เหมาะสม
ดังนั้นข้อเสนอในขณะนี้ทุก ๆ พรรคที่ไม่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ และจำเป็นต้องใช้เสียงของพรรคประชาชนในการเลือกแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องยอมรับข้อเสนอของเรา และต้องแสดงเจตจำนงในการมาพูดคุยกับตนและผู้บริหารพรรคอย่างเป็นทางการในที่ทำการพรรค
"เรามีกำหนดที่จะจัดการประชุม สส. วันจันทร์ที่ 1 กันยายนนี้ หลังจากการประชุมแล้วอาจจะได้ผลการตัดสินใจจากที่ประชุมไปในทางหนึ่งทางใด ดังนั้น จากวินาทีนี้ไปจนถึงช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่ 1 กันยายน ถ้าไม่มีตัวแทน พรรคอื่น ๆ ที่แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนและส่งตัวแทนมาพูดคุยอย่างเป็นทางการก็ถือว่า ไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของพวกเรา"ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทย ระบุว่าได้มีการตกลงกันหลังบ้าน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การให้ข่าวหรือการบอกว่าไปแอบเจรจากับใครลับหลังโดยที่ไม่ได้เจรจากับตนและผู้บริหารพรรคโดยตรงในที่ทำการพรรค ตนไม่รับว่าเป็นการรับข้อเสนออย่างเป็นทางการใด ๆ ทั้งสิ้น สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ได้เดินทางไปยังที่ทำการพรรคประชาชนวานนี้ ถือว่าพูดคุยกับตนและผู้บริหารอย่างเป็นทางการแล้ว ถือว่าแสดงเจตจำนงอย่างเป็นทางการแล้วว่ารับข้อเสนอของพรรคประชาชน
"ไม่ว่าใครพูดคุยอะไรกันหลังบ้าน ซึ่งหลายกรณีเป็นเรื่องปกติที่ สส. ต่างพรรค จะพูดคุยกันหลังบ้าน แต่ตนไม่ถือว่าพรรคนั้น ๆ ประกาศรับข้อเสนอของพรรคประชาชน ตราบใดที่ไม่มีการเข้ามาเจรจาอย่างเป็นทางการที่พรรคประชาชน" นายณัฐพงษ์ ระบุนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้เชื่อว่ามีการปล่อยข่าวโคมลอยต่าง ๆ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบกระแสในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ส่วนการเลือกครั้งนี้จะกระทบต่อฐานเสียงของพรรคหรือไม่นั้น ตนในฐานะหัวหน้าพรรคจะต้องมีการสื่อสารทางภายในและภายนอกพรรคต่อผู้สนับสนุนพรรค และทุก ๆ การตัดสินใจเราตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง ไม่ได้อยู่ในที่การพิจารณาเรื่องของความได้เปรียบหรือเสียเปรียบของ การเมืองแต่อย่างใด การที่ประเทศมีปัญหารุมเร้าหลายด้านการมีรัฐบาลที่ ที่มีความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ชอบธรรมที่สุด
ส่วนหากสุดท้ายพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ไม่เอาพรรคประชาชน แต่จะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น พรรคประชาชนคงไม่สามารถโหวตให้ได้แน่นอน
นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า จะทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านโดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล และหากมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เราเห็นว่าไม่สมควรไม่เป็นไปตามเงื่อนไข หรือทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง เราก็พร้อมจะรวบรวมเสียงในสภาทั้งหมด ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที
สำหรับกรอบเงื่อนไขการยุบสภา 4 เดือนนั้น ได้มีการพูดคุยกันในพรรคแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอเรื่องการทำประชามติ เพื่อการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 กันยายนนี้ ว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้ง และเห็นว่ากรอบ 4 เดือนหลังจากที่แถลงนโยบายต่อสภา จะเริ่มเห็นความชัดเจนว่าการทำประชามติ พร้อมการทำเลือกตั้งจะเป็นคำถามแบบใด
ส่วนกรณีนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มีข้อเสนอให้ขยายเวลาเป็น 6 เดือน นายณัฐพงศ์ เชื่อว่า ข้อเสนอของพรรคเป็นข้อเสนอขั้นต่ำไม่มีการลดไปมากกว่านี้ พรรคอื่นสามารถให้ข้อเสนอดีกว่านี้ได้ แต่การขยายกรอบเกิน 4 เดือน ถือเป็นการเสนอ เงื่อนไขที่ลดหย่อนลงมา ซึ่งทางพรรคคงไม่สามารถทำตรงนี้ได้
อย่างไรก็ตามหากพรรคเพื่อไทยเลือกยุบสภาก่อน เพื่อช่วงชิงจังหวะความได้เปรียบทางการเมือง นายณัฐพงศ์ เชื่อว่าหากพรรคเพื่อไทยจะใช้แนวทางนี้คงยุบสภาไปนานแล้ว ตามข้อเรียกร้องของพรรคประชาชน แต่ตอนนี้มีการพยายามให้ข่าวว่า เรื่องอำนาจรักษาการนายกรัฐมนตรีในการยุบสภา มองว่า เป็นเพราะเพื่อไทยต้องการคุมอำนาจ และสร้างอำนาจต่อรองกับพรรคร่วมที่เพื่อไทยต้องการคุมเสียง และเชื่อว่าทุกคนมองออกได้
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวลือว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า ไม่ทราบในรายละเอียด และย้ำว่า พรรคประชาชนจะรับพิจารณาเฉพาะพรรคการเมือง ที่มาพูดคุยด้วยตัวเองเท่านั้น