นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้สมัคร ส.ส. เขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน (ไม่รวมแขวงบางเชือกหนัง) เบอร์ 12 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตต่ำและเติบโตช้า และ มีแนวโน้มจะยังคงรั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียนต่อไป การที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำกว่า 2% ในปีนี้และเติบโตต่ำต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้ประเทศไทยไม่มีศักยภาพในยกระดับรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติหนี้สินได้ โดยวิกฤติหนี้สินนี้เกิดขึ้นในสามมิติ หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ หนี้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ประเทศไทยไม่มีเม็ดเงินลงทุนมากนักเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดสวัสดิการเพิ่มเติมให้กับประชาชนในทุกช่วงวัยได้มากนัก
มีความจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะเติบโตต่ำเติบโตช้า อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างรอบด้านนั้นต้องอาศัยรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและมีเสียงข้างมากอย่างชัดเจน ในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงต้องไปแสดงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้น ประเทศไทยก็จะวนเวียนอยู่ในวังวนของการเติบโตต่ำและสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น สูญเสียโอกาสในการทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การตัดสินใจในการทำงานทางการเมืองและมีความประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เขต พรรคประชาชน ว่า ตนมีความตั้งใจในการเข้ามีบทบาทในทางการเมืองเพื่อร่วมแก้ปัญหาวิกฤติต่างๆของประเทศในขณะนี้ แม้นเราจะมีการเลือกตั้งแต่ประชาชนไม่มีอำนาจในการจัดตั้ง "รัฐบาล" จากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ครั้งนี้ เสียงของประชาชนจะมีความหมายมากขึ้น เพราะ ส.ว. ไม่สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ยังให้อำนาจเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ด้วยอำนาจของคนไม่กี่คนจากองค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน อันเป็นผลผลิตตกค้างจากคณะรัฐประหาร การเลือกพรรคประชาชนให้ชนะเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดเท่านั้นจึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้
พรรคประชาชนจึงเป็น กองหน้าเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ประชาชนต้องช่วยกันหยุดเงินเทาซื้ออำนาจรัฐ ต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียง ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงจะทำให้ปัญหาวิกฤติคอร์รัปชันรุนแรงขึ้นไปอีก หากเงินที่นำมาซื้อเสียงเป็นเงินเทา เงินผิดกฎหมาย ก็จะทำให้บรรดาองค์กรอาชญากรรม องค์กรที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายสามารถมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของประเทศได้ มีบทบาทในการจัดสรรงบประมาณประเทศ มีอิทธิพลต่อการบริหารประเทศ เป็นเรื่องที่น่าห่วงใยและน่าวิตกกังวลมาก หากไม่เร่งแก้ไขอย่างเอาจริงเอาจัง จะเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลวในอนาคตได้
เราต้องมีการวางยุทธศาสตร์และปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่การเป็น "ประเทศพัฒนาแล้ว" ภายใน 10 ปีข้างหน้า ตนอยากเห็น การเมืองที่ประเทศของเรามีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นประเทศของประชาชน ทางด้านเศรษฐกิจต้องการให้ เศรษฐกิจไทยมีความเป็นธรรมและแข่งขันได้ ประเทศก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง สู่ ประเทศรายได้สูงภายใน 10 ปีข้างหน้า ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านระบบสวัสดิการที่เข้มแข็งมั่นคง มีสังคมที่มีสันติธรรม เป็นประเทศที่ปกครองโดยกฎหมาย
การวางยุทธศาสตร์สู่การเป็น "ประเทศพัฒนาแล้ว" เริ่มต้นต้องทำให้ประเทศก้าวพ้น กับดักรายได้ปานกลางก่อน โดยที่ต้องวางเป้าหมายและประมาณได้ว่า ต้องมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละปีเท่าไหร่ และ ต้องใช้เวลากี่ปีจึงจะทำให้ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้รายได้และจีดีพีที่เพิ่มขึ้นนี้กระจายตัวมายังคนส่วนใหญ่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มงบประมาณในการลงทุนทางด้านการวิจัยและนวัตกรรมมีความสำคัญ รวมทั้งการยกระดับผลิตภาพของทุนและแรงงานด้วย
ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปในหลายด้านหลายมิติเพื่อก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว
ประการแรก ต้องมีการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบราชการและรัฐวิสาหกิจ
ประการที่สอง ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นอุปสรรคต่อเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ประการที่สาม ต้องปฏิรูปทางด้านสถาบันและกฎระเบียบ มุ่งไปที่การลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและความด้อยประสิทธิภาพ ขั้นตอนล่าช้า สร้างความแน่นอนต่อเนื่อง ความคงเส้นคงวาและความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบสถาบันและกฎระเบียบ
ประการที่สี่ การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน เน้นลงทุนเพื่อลดต้นทุนของประชาชนและผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนทางด้านขนส่งคมนาคมจะทำให้ ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางโลจีสติกส์ของภูมิภาคได้
ประการที่ห้า การปฏิรูปภาคการเงินเพื่อยกระดับให้ "ไทย" เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนของภูมิภาค
ประการที่หก การปฏิรูประบบสวัสดิการทางสังคมเพื่อให้สามารถดูแลคนได้ทุกช่วงวัยและรองรับสังคมผู้สูงวัย สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งทำให้เกิดความยั่งยืนและความมีเสถียรภาพของระบบสวัสดิการของไทย
ประการที่เจ็ด ต้องเดินหน้าลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การศึกษาวิจัยและนวัตกรรมอย่างเต็มที่
ประการที่แปด ต้องมีนโยบายและมาตรการที่นำไปสู่การกระจายรายได้ การกระจายตัวของความมั่งคั่งและลดความเหลื่อมล้ำลง
นายอนุสรณ์ ได้กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนเห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับระบบสวัสดิการเพื่อให้ประชาชนในทุกช่วงวัย มีความ "มั่นคง" ในชีวิต "ความมั่นคง" จากระบบสวัสดิการ ไม่เพียงแต่จะเป็น "ตาข่ายรองรับ" ให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ไปต่อได้ แม้จะมีวิกฤตเข้ามา แต่ยังเป็น "กุญแจ" ที่ปลดล็อกให้คนกล้าเสี่ยงมากขึ้น ในการเลือกเดินในเส้นทางอาชีพที่อาจนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆให้กับประเทศ แม้ไม่ได้รับประกันรายได้-เงินเดือนที่มั่นคงตั้งแต่วันแรก พรรคประชาชนจะยกระดับสวัสดิการให้กับคนในทุกช่วงวัย
1. ยกระดับ "สวัสดิการเด็กแรกเกิด" เพื่อให้คู่รักตัดสินใจมีลูกได้อย่างสะดวกใจขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู - อุดหนุน 3,000 บาท เป็นเงินสดทันทีที่ฝากท้อง - อุดหนุนอีก 3,000 บาท เป็นคูปองซื้อสินค้าในการเลี้ยงดู (เช่น ของเล่น หนังสือ ผ้าอ้อม) - ขยายเงินเด็กเล็ก 600 บาท/เดือน ให้กับเด็ก 0-6 ปี ทุกคน ทันที โดยจะเพิ่มอัตราเป็น 1,200 บาท/เดือน ภายใน 4 ปีของรัฐบาล - ตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กวัยอ่อนอย่างน้อย 1,000 ศูนย์ สำหรับเด็กอายุไม่ถึง 2 ขวบ ที่ยังเด็กเกินไปที่จะเข้ารับการดูแลได้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
2. ยกระดับ "สวัสดิการคนวัยทำงาน" โดยเน้นการลดค่าครองชีพที่จำเป็น - ช่วยเรื่องค่าเดินทางของคน กทม. ด้วยค่าโดยสารร่วม 8-45 บาท ใช้ได้ทั้งรถเมล์-รถไฟฟ้า - ช่วยเรื่องค่าเช่าบ้าน 1,000 บาท 6 เดือน สำหรับ 500,000 ครัวเรือน/ปี - ช่วยลดค่าไฟให้ได้ 25-75 สตางค์/หน่วย ผ่านการแก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน และการเปิดแข่งขันธุรกิจไฟฟ้า
3. ยกระดับ "สวัสดิการผู้สูงอายุ" เพื่อให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และเพื่อให้คนทำงานเดินตามความฝันได้ โดยไม่ต้องเป็นห่วงคุณพ่อคุณแม่ - เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท/เดือน ทันที โดยจะเพิ่มเป็น 1,500 บาท/เดือน ภายใน 4 ปีของรัฐบาล - จัดคูปองให้ครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียง-ติดบ้าน เลือกซื้อบริการดูแลจากหลากหลายรูปแบบ (เช่น จ้างดูแลที่ศูนย์ จ้างคนมาดูแลที่บ้าน หรือ จ้างลูกหลานที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐาน)
4. ยกระดับ "สวัสดิการคนพิการ" - เพิ่มเบี้ยคนพิการทุกคนเป็นอย่างน้อย 1,200 บาท/ปี ทุกคน - ปรับปรุงกระบวนการเกี่ยวกับบัตรคนพิการ เพื่อลดการตกหล่น - สนับสนุนอุปกรณ์ผ่านการทำธนาคารอุปกรณ์
นายอนุสรณ์ ได้กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนเราได้ใช้เวลาในการออกแบบชุดนโยบาย เพื่อพยายามตอบโจทย์การแก้ปัญหาประชาชนในทุกมิติ ทั้งปัญหาที่เรื้อรังจากอดีต ปัญหาที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบัน และปัญหาที่จะถาโถมเข้ามาในอนาคต ไทยไม่เทา = ประชาชนไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ - ไม่อดทนต่อการทุจริต เปิดเผยข้อมูลรัฐให้โปร่งใส ยกเครื่องระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ - ปฏิรูปตำรวจ หยุดส่วย หยุดตั๋ว ผ่านระบบประเมิน 360 องศา ที่เน้นผลงานไม่ใช่เส้นสาย - กวาดล้างสแกมเมอร์โดยไม่เกรงใจใคร ใช้ AI จับพิรุธ ตีตรวนบัญชีม้า ช่วยเหลือเหยื่อรวดเร็ว - ปราบยาเสพติด ตั้งหน่วยปฏิบัติการร่วมกับประเทศอื่น ทลายแหล่งผลิตยาที่ชายแดน ไทยเท่ากัน = ทุกคนมีโอกาสเท่ากันในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี - ขยายระบบสวัสดิการครบวงจร สร้างความมั่นคงในชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย - อุดหนุนเกษตรกร ด้วยแนวคิด "ทำดีได้มาก" (เช่น ลดเผา-ปรุงดิน-เติมเทคโนโลยี-แปรรูป) - ปรับสูตรค่าแรงให้เป็นธรรม ยกระดับสิทธิคนทำงานแพลตฟอร์ม - ช่วย SME ให้มีแต้มต่อกับทุนใหญ่ผ่านโครงการคนละครึ่งพร้อมหวยใบเสร็จ ไทยทันโลก = ประเทศไทยแข่งกับโลกได้ในทุกมิติ - เดินหน้าหลักสูตรการศึกษาใหม่ แจกคูปองฝึกทักษะให้คนทำงาน - ยกระดับ "บริการสาธารณะ" ให้ได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการสร้างงานมีคุณภาพ - สร้างรัฐบาลดิจิทัล บริการรัฐทั้งหมดจบที่แอปเดียว ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น - เพิ่มการท่องเที่ยวมูลค่าสูง สุขภาพ-กีฬา-อาหาร กระจายรายได้ทั่วไทย - ปักธงไทยในอุตสาหกรรม เครื่องมือแพทย์-พลังงานสะอาด-สมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์-ยานยนต์แห่งอนาคต