พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัวว่าที่รมว.ต่างประเทศ นายพิศาล มาณวพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อยู่ในทีมคณะผู้บริหารของพรรคปชน.
ทั้งนี้ ทูตพิศาลคือหนึ่งใน 13 สว. ที่โหวตรับรอง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งปี 66 และตำแหน่งแห่งที่ของพิศาลหากพรรคประชาชนตั้งรัฐบาลได้ก็ต้องถือว่าตรงสายงาน นั่นคือ รมว.ต่างประเทศ
นายพิศาล เป็นอดีตนักการทูตผู้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา แคนาดา อินเดีย รวมถึงหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป และเคยเป็นกรรมการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แทนที่จะเลือกการหยุดพักจากงานรับราชการตลอดเกือบ 40 ปี หรืออยู่ในฐานะผู้ให้ความคิดเห็นจากประสบการณ์ด้านการต่างประเทศอันยาวนาน กลับเลือกเส้นทางสุดหิน เพราะอยากเห็นประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์ของโลก หลังสัญญาณจากนานาชาติไม่ตอบรับมานานกว่าทศวรรษตั้งแต่รัฐประหารปี 57
อย่างไรก็ดี งานใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศที่มากกว่าการแก้ไขความขัดแย้งพรมแดนคือ การรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งนายพิศาลบอกว่า ไทยไม่จำเป็นต้องกลัวและมีท่าทีเป็นกลางขนาดนั้น
"ถ้าเราใกล้กับใครและได้ผลประโยชน์มากขึ้น ให้เข้าไปใกล้เลย ส่วนถ้าไกลจากใครและไม่เสียผลประโยชน์ รักษาระยะห่างไว้หน่อยก็ดี เพราะฉะนั้น อย่าโปรข้างใดข้างหนึ่ง โปรประเทศไทยประเทศเดียว" นายพิศาล ระบุพรรคประชาชน ระบุว่า นี่คือก้าวย่างสำคัญของ นายพิศาล สู่วงการเมืองเต็มตัว หากพรรคปชน. ได้จัดตั้งรัฐบาล ทูตพิศาลจะร่วมทีมบริหารด้านต่างประเทศ เพื่อปลดล็อกระบบราชการ สะสางปัญหาประเทศไทยถึงต้นตอ ทำ การทูตกินได้ ที่ไม่อยู่ภายใต้ความกลัว ทั้งยังเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนไทยอย่างแท้จริง
นายพิศาล กล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจร่วมทีมคณะผู้บริหารของพรรคปชน. ว่า เห็นด้วยกับแนวนโยบายของพรรคประชาชน ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศแน่นอน และคิดว่าโอกาสที่การต่างประเทศจะมาสนับสนุนให้นโยบายหลัก ๆ ประสบผลสำเร็จมีสูง นี่คือโอกาสและเป็นความหวังของประเทศไทยที่คนเริ่มจะหมดหวังหลังจากที่เห็นการเมือง 20 ปีที่ผ่านมา ทุกอย่างมีแต่ตกต่ำลง รวมทั้งการต่างประเทศด้วย
นายพิศาล กล่าวว่า อยากสนับสนุนรัฐบาลของพรรคประชาชนเพราะมีวาระชัดเจนในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ปัญหาต่าง ๆ ที่พาเรามาอยู่ปากเหวตอนนี้ มีที่มาจากเรื่องทุนเทา คอร์รัปชัน มาจากระบบราชการ มาจากเรื่องที่เรารู้ว่าเป็นเรื่องยาก แล้วพรรคการเมืองที่เข้ามาไม่แตะ ไม่กล้า เพราะว่าผลประโยชน์มันทับซ้อนกัน แต่พรรคที่มาแบบขาวสะอาดและตั้งใจจะมาทำเรื่องยาก เรื่องยากทั้งหมดจะได้รับการแก้ไข โครงสร้างที่ทำให้นักธุรกิจมีปัญหาจนไม่อยากมา หรือจากประเทศที่ไม่น่าสนใจจะมีความน่าสนใจมากขึ้น
"เมื่อการต่างประเทศสง่างาม เราจะสามารถเลือกบริษัท หรือเชิญบริษัทที่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับเรามากที่สุดให้มาเมืองไทยได้ เวลาประชุมระหว่างประเทศ ถ้าวางแผนดี ๆ เอกชนที่มีผลประโยชน์ในนั้นจะต้องรู้เลยว่า ผลการประชุมจะมีประโยชน์กับบริษัทเขาอย่างไร เพราะฉะนั้นโอกาสของประเทศไทยต้องเริ่มที่การปรับเปลี่ยนประเทศ" นายพิศาล กล่าวทั้งนี้ หลายรัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับตำแหน่งรมว.ต่างประเทศน้อยมาก ซึ่งแกนนำพรรคประชาชนพูดชัดเจนว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นกระทรวงสำคัญที่ไม่มีการต่อรองกับพรรคการเมืองใด เป็นกระทรวงสำคัญที่สุดที่ต้องอยู่ควบคู่กับแผนการปฏิรูปประเทศ ส่วนตัวตนเชื่อว่าการต่างประเทศมีส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ของประเทศ และอยากให้เป็นอย่างนั้น
นายพิศาล กล่าวว่า ตลอดชีวิต 36 ปีในราชการของตนทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะในการเป็นทูต 4 ประเทศสุดท้าย ตนทำเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง พูดง่าย ๆ คือเรื่องการต่างประเทศควบคู่กับการอยู่ดีกินดี และการประกอบธุรกิจของนักธุรกิจตลอด เราะฉะนั้นในสถานะที่ทำได้ ตนพยายามทำและประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม จึงมั่นใจว่าถ้าเรามีโอกาสกำหนดนโยบาย เราสามารถให้แนวทาง หรือบอกได้ว่างานลักษณะนี้ควรไปต่อไหม
"การทูตที่สง่างามต้องมีหลักการ ไม่ว่าจากกฎบัตรสหประชาชาติ และให้คุณค่ากับสิทธิมนุษยชน ถ้ายึดหลักการ คนจะเห็นเองว่าเราสง่างาม คนยุโรปนิยมชมชอบประเทศที่ไม่เอาเปรียบกดขี่คนงาน ไม่แบ่งแยกในเรื่องเพศ ถ้าเรามีคุณค่าเหล่านี้ สินค้าไทยก็จะเป็นที่นิยม" นายพิศาล ระบุ- เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า
ส่วนถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล นโยบายต่างประเทศ เริ่มต้นที่เพื่อนบ้าน นายพิศาล กล่าวว่า ประเทศเพื่อนบ้านคือลำดับความสำคัญสูงสุดของนโยบายต่างประเทศ เราต้องทำให้พรมแดนเป็นพรมแดนแห่งมิตรไมตรีที่ไม่ใช่สนามรบแต่เป็นสนามการค้า ปกติการค้าชายแดนมีมูลค่ามากมายอยู่แล้ว และต้องทำให้ผู้ประกอบการทั้งส่วนกลางและตามชายแดนลืมตาอ้าปากได้ เพราะฉะนั้น ลำดับความสำคัญสูงสุดคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน สร้างชายแดนที่มั่นคงถาวร และเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรกับเรา นี่คือเรื่องที่ต้องมองระยะยาว อย่ามองแค่วันที่ 8 ก.พ. 69 ให้มองเกินวันที่ 8 ก.พ.
- แก้ปัญหาเขตแดนด้วยกลไกทวิภาคี
ส่วนความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เรามีกลไกทวิภาคีอยู่แล้ว มีการปักปันเขตแดนอย่างถูกต้องตามหลักกฎหมายที่ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยกันเกิน 50% แล้ว เพียงแต่ต้องเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาใช้กลไกเดิมทำให้จบ คำว่า ทำให้จบ หมายความว่า ฝ่ายไทยจะต้องยอมรับได้ว่าบางปราสาทดูจากสันปันน้ำหรือดูด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้วอาจจะไม่ได้อยู่ในดินแดนไทยทั้งหมด ดังนั้น ถ้าเรามีผู้นำที่มีวุฒิภาวะ มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำอยู่ และมองระยะยาว สามารถพูดคุยกับประชาชนได้
ขณะเดียวกันการต่างประเทศก็ต้องเป็นการต่างประเทศที่ไปพร้อม ๆ กับทหาร ไปพร้อม ๆ กับสาธารณสุข การศึกษา กระทรวง ทบวง มหาวิทยาลัย ที่จะให้การดูแลโอบอุ้มประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะที่เราเป็นมิตรที่ดีและหวังดีกับเขา
- ใช้บทบาทไทยในภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มอำนาจต่อรอง
เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้ รวมถึงระหว่างจีนกับสหรัฐ นายพิศาล กล่าวว่า ทำคู่ขนานไปกับเรื่องเพื่อนบ้านได้ อย่างที่บอกว่าประเทศเรามีความสำคัญกับยุทธศาสตร์ของเขามาก แต่เราไม่เคยใช้ความสำคัญนั้นมาเป็นอำนาจต่อรอง
รวมถึงการบริหารความสัมพันธ์ ระหว่างสหรัฐฯและจีน โดยนายพิศาล กล่าวว่า นักล็อบบี้ที่น่าเชื่อถือและดีที่สุดคือตัวทูต ถ้าทูตพูดเรื่องประเทศไทยย่อมน่าเชื่อถือกว่าบริษัทฝรั่งพูดเรื่องประเทศไทยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องมีทิศทางชัดเจนมาจากผู้กำหนดนโยบาย ถ้าผู้กำหนดนโยบายให้แนวทาง เปิดไฟเขียว และบอกเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ทูต เชื่อว่าทำได้แน่นอน เราต้องมีวิธีการและกล้าพูด ถ้ากล้าพูดเมื่อไรแล้วมันเป็นผลประโยชน์ของเขาที่จะทำตามในสิ่งที่เราต้องการ เขาจะมากับเรา
นายพิศาล กล่าวว่า นี่คือโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนระบบราชการเพื่อให้ตอบโจทย์ความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งอาจจะไม่ได้ภายใน 1-2 ปีแต่ต้องเริ่มปลดล็อกก่อน และตนอยากมีส่วนร่วม เพราะอยากให้พรรคประชาชนซึ่งอาจจะไม่คุ้นชินกับการทำงานกับข้าราชการได้เข้าใจอุปนิสัย แล้วสามารถสร้างแนวร่วมเพื่อให้ความร่วมมือกันได้ นายพิศาล กล่าวว่า ความจริงแต่ละสถานทูตทำงานเรื่องเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ เรื่องวัฒนธรรม เรื่องเทศกาลอาหาร เรื่องลอยกระทง เรื่องอะไรต่าง ๆ มากมายแต่ไม่เป็นข่าว แต่ที่สำคัญคือไม่มีแนวทางชัดเจน