เลือกตั้ง'69: ปชน. เปิดตัว "อนุชาติ พวงสำลี" นั่งว่าที่รมว.ศึกษาฯ อาสาปฏิรูปการศึกษา

ข่าวการเมือง Wednesday January 7, 2026 14:37 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

เลือกตั้ง'69: ปชน. เปิดตัว

พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กเป็นคลิปสัมภาษณ์ นายอนุชาติ พวงสำลี ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการศึกษา

สำหรับประวัติการศึกษา นายอนุชาติ เคยศึกษาปริญญาเอก Human Ecology, Australian National University ออสเตรเลีย, ปริญญาโท Environmental Sciences, Monash University ออสเตรเลีย และปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา นายอนุชาติ ผ่านงานในสายการศึกษามาหลายตำแหน่ง ตั้งแต่ออกแบบการเรียนรู้ไปจนถึงการเป็นผู้บริหาร ทั้งประธานคณะกรรมการอำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รองอธิการบดีฝ่ายระบบกายภาพและสิ่งแวดล้อม และคณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

พรรคปชน. ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการมักถูกจัดหมวดไว้เป็นกระทรวงเกรด B ตามสูตรการแบ่งเค้กการจัดตั้งรัฐบาล หลายต่อหลายครั้งเราจึงเห็นรัฐมนตรีที่ไม่มีประสบการณ์ตรงสายงาน ไม่ใช่มืออาชีพตัวจริง แค่ผ่านสมการโควตาพรรคการเมือง ก็สามารถเข้ามานั่งบริหารได้ เราจะปล่อยให้เรื่องนี้กลายเป็นความปกติตลอดไปจริงหรือ

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ นายอนุชาติ ถูกวางบทบาทในฐานะทีมบริหารด้านการศึกษาคนสำคัญ หากพรรคประชาชนได้รับฉันทามติให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

"การศึกษาคือความทุกข์ของแผ่นดิน" คือคำตอบของนายอนุชาติ ที่ฉายให้เห็นภาพรวมของปัญหาในระบบการศึกษา ที่ทุกคนล้วนมีความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ฝ่ายนโยบาย แม้กระทั่งกระทรวงเองก็จมอยู่ในกองทุกข์จากหลายเหตุปัจจัยที่สะสมพอกพูนมาหลายสิบปี

ในมุมมองของผู้อาสามาปฏิรูปการศึกษา นายอนุชาติ มองว่า การเรียนรู้คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ทุกผู้คนในระบบการศึกษาอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม โดยไม่รวบอำนาจการออกแบบการเรียนรู้ไว้ที่กระทรวง เหมือนที่เขายืนยันว่า วิธีคิดแบบเจ้ากระทรวงมันไม่เวิร์ก

"เราต้องอย่าลืม ว่าในยุคปัจจุบัน เวลาพูดถึงการศึกษาหรือการเรียนรู้ ไม่เท่ากับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการมีแค่องคาพยพเดียว แต่การเรียนรู้ปัจจุบันมีความกว้างขวาง เราพูดถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ทุกช่วงวัย เพราะฉะนั้นทุกคนอยู่ในสมการหมด" นายอนุชาติ กล่าว
*ระบบการศึกษาไทยขาดความต่อเนื่อง

โจทย์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยคือ ความไม่ต่อเนื่องบวกกับความแข็งแรงของภาครัฐที่เราบริหารทุกองคาพยพด้วยระบบราชการ มันแข็งตัว รวมศูนย์ พอรวมศูนย์ก็ขาดประสิทธิภาพ โรงเรียนใหญ่ ๆ โรงเรียนที่ดี อยู่ตรงส่วนกลางหมด แปลว่าเด็กจะต้องไหลมาจากต่างจังหวัดเข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อให้ได้การศึกษาที่ดี ตนว่านี่คือสิ่งที่เราจะต้องตั้งคำถามแล้วพลิกกลับทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีความคาดหวังต่อระบบการศึกษาสูงมาก แต่ทำไมไม่สามารถมีนโยบายการศึกษาที่จะตอบโจทย์การพัฒนาบุคลากรของสังคมได้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ของเรายังใช้หลักสูตรแกนกลางเหมือนเดิม ตั้งแต่ปี 51 มีปรับนิดหน่อย แต่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแล้ว บวกกับโชคร้ายของประเทศไทย ที่เราไม่อนุญาตให้ระบบการศึกษามีพัฒนาการต่อเนื่อง ช่วงที่ผ่านมา หลังเลือกตั้ง หลังปฏิวัติ เปลี่ยนรัฐมนตรีศึกษามาแล้วกี่คน แต่เข้ามาในช่วงสั้น ๆ ทำอะไรไม่ได้ในทางนโยบาย เราต้องการความมั่นคงและต่อเนื่องในการออกแบบระบบการศึกษา เพราะระบบการศึกษาเหมือนกับการปลูกต้นไม้ เราจะบ่มเพาะผู้คนแต่ละคนขึ้นมา ต้องอาศัยเวลา อาศัยการทะนุถนอมอย่างมาก อาศัยความละเอียดอ่อนอย่างมากในการออกแบบ

*หนุนแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ

นายอนุชาติ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าตอนนี้น่าจะอยู่ในช่วงที่ทุกคนกำลังจะแก้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งหัวใจสำคัญจะต้องเปลี่ยนให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น มี 2-3 เรื่องที่ต้องให้ความมั่นใจว่าอยู่ใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ก็คือ

1. พ.ร.บ. ต้องเคารพในการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน ต้องอนุญาตให้ระบบการศึกษามีความหลากหลาย เพราะเราเชื่อมั่นว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ระบบที่จะสร้างเขาขึ้นมาก็ต้องหลากหลาย แปลว่าตัว พ.ร.บ. ต้องอนุญาตหรือส่งเสริมให้กับผู้เล่นทางการศึกษาอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

2. ทำอย่างไรให้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ เชื่อมรอยต่อระหว่างระบบทั้งหมดเข้าหากัน เพราะถ้าเราเชื่อมั่นว่าเด็กคนหนึ่งสามารถที่จะเรียนที่ไหนก็ได้ เรียนต่างประเทศ เรียนออนไลน์ เรียนในโรงเรียน นอกโรงเรียน ทุกที่ทุกทางเป็นการเรียนรู้ได้ทั้งหมด เราต้องสร้างการให้วุฒิการศึกษาอย่างเป็นระบบ และไม่จำเป็นต้องเป็นหลักสูตรเดียวกันทั้งหมด เด็กคนหนึ่งอาจจะเติบโตในสูตรผสมหลาย ๆ แบบก็ได้

*ปรับบทบาทกระทรวงศึกษาธิการ

สิ่งที่เราอยากเห็นกระทรวงปรับตัวคือ ต้องถอยออกมาทำหน้าที่เป็นผู้คุมกติกามากกว่าเป็นผู้เล่น หมายความว่าตัวกระทรวงต้องทำหน้าที่เชิงวิชาการและเป็นมันสมองของระบบการศึกษาให้มากขึ้น กำกับกติกา ดูมาตรฐาน วิเคราะห์อัตรากำลังแรงงาน วิเคราะห์ทิศทางขององค์ความรู้ว่าควรจะไปในทิศทางไหน แล้วให้ผู้เล่น ก็คือโรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนของ สพฐ. เอง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผู้เล่นที่อยู่นอกระบบทั้งหลาย เข้ามามีบทบาท อย่าไปผูกขาดการเป็นคนจัดการศึกษาเองคนเดียว มันจึงไม่มีประสิทธิภาพเหมือนที่ผ่านมา

ดังนั้น สิ่งที่เราจะต้องทำให้เกิดขึ้นคือ การเชื่อมร้อยทั้งกระทรวงศึกษา กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และอื่น ๆ ที่จะเข้ามาทำงานด้วยกัน และมองภาพว่าเราจะสร้างระบบการเรียนรู้ของประเทศเราได้อย่างไร

*ปักหมุด 4 ปี ชูระบบนิเวศการเรียนรู้

นายอนุชาติ กล่าวว่า สิ่งที่จะต้องปักหมุดให้ได้ก็คือ เราจะต้องเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นห้องเรียนที่มีความสุข เต็มไปด้วยการเรียนรู้ของเด็กและครูซึ่งกันและกัน คำว่าห้องเรียนนี้ไม่ได้ถูกจำกัดไว้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยม อาจจะกินความไปถึงพื้นที่ข้างนอก วิธีการใหม่ ๆ อีกมากมาย

ส่วนระดับโรงเรียนคือ การปรับนิยามของคำว่าโรงเรียนให้กลายเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ เราจะกลายมาเป็นองคาพยพซึ่งกันและกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ทั้งโรงเรียน คุณครู ผู้ปกครอง ต้องจับมือกันไปในทิศทางเดียวกัน ระบบข้อมูล ระบบงบประมาณ ต้องไปในทิศทางเดียวกันให้มากที่สุด


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ