นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ขณะนี้ใกล้ถึงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 69 ซึ่งในหลายกรณีที่พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์ ก็ถือเป็นข้อบกพร่องที่จะต้องรับฟัง และนำมาแก้ไขปรับปรุง โดยที่ผ่านมา พรรคได้แสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะและสังคมมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่หยุด ตลอดระยะเวลาในการหาเสียง คือ ปฏิบัติการใส่ร้ายป้ายสี ในการเผยแพร่ข้อความและข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจพรรคประชาชนว่าทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งอย่างชัดเจน
นายวิโรจน์ กล่าวว่า เมื่อดูรายละเอียดจะพบว่า ลักษณะของข้อความจะเป็นแบบซ้ำ ๆ โดยทีมงานจะเก็บรวบรวมข้อความจากแอคเคาท์ต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงกัน โดยหวังว่าจะสามารถแกะรอยไปถึงกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังได้ และฝ่ายกฎหมายของพรรค จะรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
"พรรคประชาชน เราน้อมรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว ถ้าหากคำตำหนินั้น เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนตามธรรมชาติ ต่อให้เป็นคำด่าทอต่อว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เราก็พร้อมน้อมรับเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เป็นขบวนการที่จัดตั้ง เพื่อใส่ร้ายพรรคด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่อย่างใด" นายวิโรจน์ กล่าวพร้อมกับยกตัวอย่าง เช่น การใส่ร้ายเรื่องประเด็นความมั่นคงว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะรื้อรั้วชายแดนออกให้หมด หากได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายณัฐพงษ์ไม่เคยมีความคิด และไม่เคยให้สัมภาษณ์ด้วยข้อความเช่นนี้เลย
รวมถึงยังมีการนำประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กลับมาโจมตีทางการเมือง มีการใส่ร้ายว่าพรรคประชาชนมีนโยบายแก้ไข ทั้ง ๆ ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว และที่แย่ที่สุด คือ การทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คือการแก้ไข มาตรา 112
"มีการสร้างข้อความบิดเบือน และกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉาก โดยมีเพจที่เป็นเครือข่ายรับลูก ปั่นโพสต์ แชร์กันต่อ และเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ยังเกิดขึ้นกับผู้สมัคร สส.ของเราอีกหลายคน ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่สนข้อเท็จจริงใด ๆ ทั้งสิ้น" นายวิโรจน์ ระบุอย่างไรก็ดี นอกจากเพจเฟซบุ๊ก และโพสต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว พรรคยังรวบรวมบัญชีผู้ใช้งานที่มีข้อมูลโยงใยถึงกันไว้ด้วย โดยจะนำส่งข้อมูลให้กับ กกต. เพื่อดำเนินการร้องเรียน และแจ้งความตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์