กลุ่มภาคประชาสังคม 14 องค์กร นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข, นายธัชพงศ์ แกดำ ยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้มีมาตรการเร่งด่วนในการแก้วิกฤตพลังงาน ชู 3 ข้อเรียกร้อง ยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน, ลดค่าไฟฟ้า และคุมราคาสินค้าจำเป็น
โดยกลุ่มภาคประชาสัมคม 14 องค์กร มีขอเรียกร้องต่อรัฐบาลให้มีมาตรการเร่งด่วน 3 ข้อดังต่อไปนี้
1. ยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ปรับลดค่าการกลั่นนำมัน และตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับภาคครัวเรือน ส่วนน้ำมันที่ราคาแพง เนื่องจากภาษีที่ซ้าซ้อน ประกอบไปด้วย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีกองทุนน้ำมัน ภาษีท้องถิ่น ภาษีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ค่าการกลั่นและการตลาด ซึ่งการยกเลิกภาษีสรรพสามิต จะทำให้น้ำมันลดราคาลงได้อีกลิตรละ 7 บาท และลดค่าการกลั่นที่โรงกลั่น จากลิตรละ 6 บาท ให้เหลือลิตรละ 2 บาท พร้อมทั้งตรึงราคาก๊าซหุงต้มสำหรับภาคครัวเรือน เป็นระยะเวลา 1 ปี
2. ลดค่าไฟฟ้า จากหน่วยละ 4.18 บาท ให้ลดเหลือหน่วยละ 3 บาท ตามที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลได้เคยหาเสียงไว้
3. กำหนดมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ควบคุมสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา จัดทำสินค้าราคาถูกออกจำหน่ายในทุกชุมชน และอุดหนุนคูปองน้ำมันให้กับไรเดอร์ผู้ให้บริการขนส่งอาหาร และผู้โดยสาร
นายสมยศ ย้ำว่า ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อ คือ การเรียกร้องให้รัฐบาลทำหน้าที่ดูแลประชาชน ในยามที่โลกเผชิญกับวิกฤติการณ์ค่าครองชีพ และสงคราม การตัดสินใจที่ล่าช้าเพียงวันเดียว หมายถึงภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น และคุณภาพชีวิตที่สูญเสียไปของคนไทยนับหลายล้านคน
"วันนี้มาพูดเพราะนายอนุทิน เป็นรัฐบาลที่มาบริหารประเทศ และที่ผ่านมา เห็นถึงความเละเทะไม่ได้เรื่อง โดยเฉพาะกรณีปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศ ที่มีการให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ตั้งแต่ 38 วัน เป็น 60 วัน 90 วัน และล่าสุด 100 วัน ซึ่งสร้างความสับสน และขาดความน่าเชื่อถือ เป็นความล้มเหลวในข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลนายอนุทิน วันนี้จึงทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน รวมถึงการเก็งกำไรในตลาดน้ำมัน" นายสมยศ กล่าวพร้อมชี้ว่า การที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันได้เอง แต่กลับต้องไปอ้างอิงราคาน้ำมันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ทำให้เกิดต้นทุนเทียม และมีการแสวงหากำไร ดังนั้นจึงต้องการให้รื้อโครงสร้างใหม่
"อยากให้รัฐบาลเสนอต้นทุนที่แท้จริง เพื่อแก้ปัญหาได้ถูกจุด เพราะมี "ไอ้โม่ง" ที่อยู่เบื้องหลัง แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธ และชี้ว่าการขาดแคลนน้ำมันเกิดจากประชาชนกักตุนเอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากประชาชนทั่วไป ไม่สามารถกักตุนน้ำมันในปริมาณมากได้" นายสมยศ กล่าว
ด้านนายธัชพงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือ "ค่าโง่โรงไฟฟ้า" ปกติไฟฟ้าสำรองของประเทศควรอยู่แค่ 15% แต่ปัจจุบันมีไฟฟ้าสำรอง 50% โดยในสลิปค่าไฟแต่ละเดือน เราต้องเสียค่าโง่ที่แฝงอยู่ในค่า FT คำถามคือรัฐบาลชุดนี้ ในภาวะวิกฤตจะแก้ไขปัญหาและกล้าคุยกับแหล่งทุนผูกขาดพลังงานไฟฟ้าหรือไม่ กล้ารื้อสัญญาหรือโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าใหม่หรือไม่
"ดังนั้น จึงขอเรียกร้องภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องแสดงสปิริตความกล้า วันนี้ความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลนายอนุทิน เข้าสู่วิกฤติศรัทธา ขนาดยังไม่ทำงานเต็มที่ แค่เริ่มก็ผิดพลาดแล้ว" นายธัชพงศ์ กล่าวพร้อมมองว่า สิ่งที่ต้องเผชิญหลังสงกรานต์ คือ ภาวะเศรษฐกิจ คำถามคือ จะอยู่อย่างไรในสภาวะแบบนี้ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำในฐานะผู้นำ ต้องสามัคคีและนำประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และหากพูดความจริง ประชาชนก็พร้อมที่จะช่วย แต่หากไม่พูด และปกปิดเพื่ออุ้มผลประโยชน์ให้กับไอ้โม่งทั้งหลายที่เป็นกลุ่มทุนผูกขาด ประชาชนจะตาย และจะนำไปสู่คำว่า "รัฐล่มสลาย"
"ในภาวะสงคราม สิ่งที่ผู้นำประเทศต้องการ คือ รักษาความมั่นคงของรัฐ แต่ความมั่นคงของรัฐจะมีได้ ต้องรักษาความมั่นคงของประชาชนด้วย แต่วันนี้รัฐบาลกำลังนำพาประเทศไปสู่การล่มสลายของรัฐ...วันนี้ไม่ใช่เรื่องของสีใด ๆ ไม่ใช่ฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายขวาสุดโต่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่จะมารวมกัน" นายธัชพงศ์ กล่าว