นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่แถลงภายหลังการประชุมนัดพิเศษวันนี้ถึงมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์ดังกล่าว
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งสิ่งพลอยได้จากการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เช่น ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ในตลาดโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งต้องนำเข้าพลังงานจากแหล่งตะวันออกกลางถึงประมาณ 50% และยอมรับว่าเรื่องยากลำบากในการหาน้ำมันมจากแหล่งอื่น
ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นตามลำดับ และยกระดับสู่การโจมตีแหล่งผลิต โรงกลั่น คลังน้ำมัน และระบบขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วภูมิภาค เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ในอนาคตเหตุการณ์ความขัดแย้งจะยุติลง แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคตะวันออกกลางงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับมาผลิตได้ตามปกติ ดังนั้น ราคาพลังงานและการขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมี จะยังคงดำรงอยู่อีกระยะหนึ่ง
"รัฐบาลเลือกที่จะแถลงข้อเท็จจริงนี้ต่อพี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและพร้อมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่อไป พร้อมยืนยันว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกคนจะทำงานหนัก เพื่อแก้ปัญหา ช่วยเหลือ และรักษาประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน ให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้" นายอนุทิน กล่าวสิ่งที่รัฐบาลจะทำคือ
1. ปรับลดงบประมาณในส่วนของภาครัฐเพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือลดผลกระทบให้แก่ประชาชนเป็นลำดับแรก
2. ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และค่าไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด
3. จัดมาตรการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการ SMEs
"เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบในระดับโลก ต้องยอมรับความจริง และต้องร่วมกันปรับเปลี่ยน เพื่อให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ความสามัคคีของคนในชาติ เป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในยามนี้ เชื่อว่าความร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกคนจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ และอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้" นายกรัฐมนตรี กล่าว