นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ในช่วงเที่ยงวันนี้ ฝ่ายค้านจะยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ไปหารือกับพรรคประชาชน (ปชน.) ถึงการเขียนคำร้องแล้ว โดยเห็นว่าการที่ตราพระราชกำหนดในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องทำเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในประเด็นหลัก คือ 1. โครงการอย่างน้อย 200,000 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานทั้งหมด แทบจะไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในขณะนี้เลย ส่วนที่รัฐบาลมีการชี้แจงในทำนองว่ารัฐบาลอื่นก็เคยกู้เงิน ซึ่งตนเห็นว่าจะต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริง และเงื่อนไขของกฎหมาย คำว่า "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" จะวัดจากอะไร ต้องดูตามมาตรฐานของสากล
"การกู้เงินในอดีตที่ผ่านมา 3 ครั้ง ที่เราจำกันได้ ครั้งที่ 1 วิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งวิกฤตครั้งนั้นเห็นได้ชัดว่า ทุนสำรองของประเทศ แทบจะหมดไปแล้ว และเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง ครั้งที่ 2 ในยุคที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งนั้นการท่องเที่ยว การส่งออกติดลบ มีการคาดการณ์กันว่า จะเกิดการตกงานกันครั้งใหญ่ เศรษฐกิจหดตัว ซึ่งรัฐบาลได้พยายามใช้เงื่อนไขที่มีอยู่ในกฎหมายทั้งหมดแล้ว เช่น การทำกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติม แต่ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะมีเงินมาดำเนินการในการสร้างความมั่นใจในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ ก็จำเป็นต้องทำ (กู้เงิน) และครั้งที่ 3 กรณีโควิด-19 ซึ่งมีการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด" นายอภิสิทธิ์ กล่าวพร้อมระบุว่า เมื่อมาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากตัวเลข ณ สิ้นเดือนมี.ค. ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงล่าสุด การส่งออกเป็นบวก ลงทุนเป็นบวก การบริโภคเป็นบวก และเศรษฐกิจในภาพรวมก็ยังเป็นบวก รวมถึงประเด็นการจัดเก็บรายได้ถึงสิ้นเดือนก.พ. ก็ยังเป็นไปตามเป้าหมายอยู่ ดังนั้นจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าไม่ได้เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
"ไม่ใช่เราจะบอกว่า เศรษฐกิจดี เรารู้ว่าเศรษฐกิจไม่ดี และเรารู้ว่าเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่ผลกระทบนั้น มาจากด้านที่เราเรียกว่า ต้นทุน คือน้ำมันแพง จึงทำให้ต้นทุนการผลิตอื่น ๆ แพง ถ้ารัฐบาลคิดว่าจะใช้เงิน 2 แสนล้านบาท เป็นเวลา 4 เดือน ในขณะที่เราบอกว่า ถ้าคุณลดภาษีสรรพสามิต 4 เดือน คุณใช้เงินแค่ 60,000 ล้านบาท น้ำมันถูกลงทันที 7 บาท และตอนนี้ แทบจะกลับไปเหลือ 30 บาทแล้ว อะไรคือ การแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดกว่ากัน โดยไม่ต้องละเมิดเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การปฎิเสธของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่บอกว่า การลดภาษีสรรพสามิต จะเป็นการช่วยเหลือแบบไม่มุ่งเป้านั้น ตนเห็นว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลทำ ถ้าเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า เช่น การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตรงนี้เราไม่ขัดข้อง และความจริงในวงเงินที่ทำ ก็สามารถที่จะบริหารจากงบประมาณปกติได้ แต่การให้เงินคน 30 ล้านคน อาจจะไม่ใช่การมุ่งเป้าจริง เพราะคนที่ได้รับสิทธิ์เป็นคนที่ใช้สมาร์ทโฟน และมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่แรงกว่าเร็วกว่า
"คำถามคือ การให้เงินคน 30 ล้านคน โดยคนที่ได้คือคนที่มีโทรศัพท์ดีกว่า สัญญาณอินเตอร์เน็ตดีกว่า มือไวกว่า อย่างนี้เป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราทักท้วง และเราไม่เคยปฏิเสธว่าเศรษฐกิจไม่มีปัญหา แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีความหมายเฉพาะของมัน และไม่ได้เป็นตามเงื่อนไข และเราก็มองว่าการช่วยเหลือประชาชน ที่ไม่ก่อหนี้มากมายมหาศาลแบบนี้ และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบมีวิธีอื่นอีกเยอะ" นายอภิสิทธิ์ กล่าวอย่างไรก็ดี หากศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องไว้พิจารณา ก็ต้องหยุดการพิจารณากฎหมายของสภาฯ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่า น่าจะทันในวันที่ 14 พ.ค.นี้ ที่จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว