นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จะกระทบต่อการแก้ปัญหาของประชาชนหรือไม่ว่า การออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็นไปตามกรอบกฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมย้ำความจำเป็นเร่งด่วนหลังข้อมูลคลังชี้เงินงบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอรับมือสถานการณ์ในอนาคต
"เรื่องนี้รัฐบาลมั่นใจว่า ตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีมันไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในวันข้างหน้าต่อไปอีก อันนี้คือเป็นประเด็นสำคัญ"นายปกรณ์ กล่าวสำหรับสาระของ พ.ร.ก. รองนายกฯ ชี้แจงว่า แม้วงเงินกู้จะแบ่งเป็น 2 ก้อน ระหว่างการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ทั้ง 2 ส่วนสามารถโยกสลับกันได้ และถือเป็น "วัตถุประสงค์เดียวกัน" ที่ต้องดำเนินการคู่ขนานกันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างรอบด้าน รัฐบาลมองว่าทั้งสองเรื่องมีความเกี่ยวเนื่องกันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนและระบบเศรษฐกิจในภาพรวม จึงเป็นการใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ที่เกื้อกูลกัน
ทั้งนี้ นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ เช่น รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่ โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งในรธน. 40 ก็มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินทั้งในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย และยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แต่เกิดประเด็นปัญหาว่า มันจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่
ต่อจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ โดยให้ตรวจสอบทั้ง 2 เงื่อนไข คือ 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็เคยกู้ ครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้มีการถอนเรื่องออกไปก่อน เพราะติดในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน
รวมถึงสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กู้เงินสำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่สองที่จะกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ซึ่งก็เกิดปัญหาว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่า ให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่ จนเกิดปัญหาเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง
นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า จนมารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้ตามหลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลัง เปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่ถือกระเป๋าตังค์อยู่ ฉะนั้นตังค์ขาดไม่ขาดแม่บ้านจะรู้
ดังนั้นหากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้นตนก็มั่นใจว่า ศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ ว่า เป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่
"ถ้าไม่ด่วนรัฐบาลคงไม่ทำ เพราะเป็นการบายพาสสภา เพราะผลของมันร้ายแรง ถ้าไม่ผ่านหรือมีปัญหาขึ้นมารัฐบาลจะต้องลาออก ทุกคนต้องรับผิดชอบ ก็เดินหน้าได้เต็มที่ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งชะลอไว้ก่อน"นายปกรณ์ กล่าวนายปกรณ์ ยืนยันว่า ไม่มีการตีเช็คเปล่า ชี้เป็นเพียงเป็นวาทกรรม เพราะหากทำเช่นนั้นมีโทษถึงขั้นติดคุก รัฐบาลไม่ทำแน่ นอกจากนี้ รายละเอียดการของโครงการต่างๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน