นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงตัวแทนจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ส่วนราชการ และองค์กรอิสระ เข้าร่วมประชุม
นายอนุทิน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เกิดจากการที่รัฐบาลรับทราบความกังวลใจของประชาชน จากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชน หรือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการภาครัฐ ซึ่งในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลและผู้ที่บริหารหน่วยงานราชการทุกคน เห็นว่าสมควรที่จะรับฟัง และศึกษาวิเคราะห์ความเห็นเพิ่มเติมในการที่จะหาทางแก้ปัญหาและหาทางป้องกันปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิรูปกระบวนการอนุมัติ อนุญาต ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส ลดความเสึ่ยงการเกิดทุจริตทุกรูปแบบ และเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้มีความน่าเชื่อถือด้านการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทย ให้เป็นที่รับทราบของประชาชนทั่วไป รวมถึงประชาคมโลกในระดับนานาชาติด้วย
โดยล่าสุด ได้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานการต่อต้านการทุจริต เพื่อประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย
ทั้งนี้ ในส่วนของภาครัฐ ขอมอบนโยบายนี้ให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยขอให้ทุกหน่วยงานได้ไปตรวจสอบการทำงานทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฏหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และได้มีการสนับสนุนในทุกกรณี เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้นำเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพ และความโปร่งใสในการทำงานและทำทุกวิถีทางให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนหรือหน่วยงานของท่าน ปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ปลอดจากการทุจริตคอรัปชั่น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้ขอให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ให้เปิดข้อมูลทั้งหมด เพราะมีกฎหมายที่อนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอยู่แล้ว ส่วนใดที่มีข้อยกเว้นก็ไปแก้กฎหมาย ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเปิด ๆ ปิด ๆ หรือเปิดเฉพาะส่วนที่อยากให้รู้ ส่วนที่ไม่อยากให้รู้ก็ปิด ซึ่งต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของ Corruption Perceptions Index หรือ ดัชนีการรับรู้การทุจริต
"ผมก็บ่นกับเลขา ปปท.ว่าปล่อยให้เรื่องนี้ออกมาได้อย่างไร ถ้าท่านเห็นว่าข้าราชการคนไหนโกง รัฐมนตรีคนไหนโกง นายกรัฐมนตรีคนไหนโกง ทุจริต ไม่ต้องมา Corruption Perceptions Index ก็ให้ไป ป.ป.ช. ไปศาล ปปท. ปปง. หรือให้ไปทุกที่ที่ไปได้ และไปหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานบังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่ทุจริต เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย ที่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยเอกสารหลักฐาน ซึ่งถ้าเขาทำคอรัปชั่นแล้วออกมาเป็นความสำเร็จ ก็ต้องมีการตรวจสอบกลับไป เพราะว่าโจรต้องทิ้งร่องรอย ดังนั้น ผมคิดว่าเราเจอเป็นเคส ๆ เน้นเป็นเคส ๆ เน้นให้เต็มที่ และเชื่อว่าจะมีประชาคมมากมายมาให้การสนับสนุน มาให้ข้อมูล มาให้แหล่งข่าวต่างๆ ที่จะสามารถทำให้สอบสวนไปถึงต้นตอได้" นายกรัฐมนตรี กล่าวด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเครือข่าย 6 ประการ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปทบทวนและปรับปรุงกลไกการทำงานภายใน โดยเฉพาะเปิดเผยข้อมูล (open data) การบูรณาการข้อมูล รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่คณะกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการต่อต้านการทุจริต โดยนายกรัฐมนตรี ยังได้ชื่นชมภาคเอกชนที่ได้จัดทำข้อเสนอแนะอย่างตรงไป-ตรงมา
โดยข้อเสนอทั้ง 6 ประการ ประกอบด้วย
1. การปลูกฝังจิตสำนึกการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน
2. นโยบายต่อต้านการทุจริต โดยให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล
3. ระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ระบุได้
4. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของข้อมูล ลดดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ
5. เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time
6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนกลไก "Open Government" ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ