ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (16 มิ.ย.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยเป็นประธาน มีคำสั่งยกเลิกให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) รวมถึงคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ต้องไปถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย หลังกลับจากการประชุมสุดยอดอาเซียน- รัสเซีย สมัยพิเศษ แต่ยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลดบทบาททางการเมืองของตนเองแต่อย่างใด และคาดว่าหลังจากนี้นายกรัฐมนตรีจะมีการมอบหมายงานส่วนอื่นๆ ให้รับผิดชอบเพิ่มเติม
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการลดบทบาทจากปัญหาภายในพรรคภูมิใจไทยและสัญญาของภาคเอกชน กรณีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) หรือไม่ นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ไม่ทราบเหตุผล และขอให้รอฟังความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี
นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ทำได้ทุกหน้าที่ และยืนยันว่า ไม่มีรอยร้าวในพรรคภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวกับการที่พรรคใหญ่ขึ้น เพราะเมื่อพรรคใหญ่ต้องดูแลภาพรวมมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องที่ดี
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การดึงงาน EEC กลับมาดูเองของนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายพิพัฒน์ โดยนายกรัฐมนตรีจะนำโครงการ EEC กลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด พร้อมกับจะเป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย โดยนำอีอีซีเป็น Pilot project ที่จะไปนำเสนอกับนักลงทุนต่างประเทศในมุมมองใหม่
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายให้ EEC เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก เนื่องจากในพื้นที่นี้มีความพร้อม ทั้งเรื่องของปศุสัตว์ ประมง เกษตร ผลไม้ พืชสวน ซึ่งสามารถเป็นจุดแข็ง ที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล
พร้อมกับตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งรัฐบาลพิจารณาแล้วว่า การดึงดูดการลงทุนใน EEC จะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดหาไฟฟ้าและน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง และหากจะเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก รัฐบาลก็มีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ ซึ่งดาต้าเซนเตอร์ที่จะมาต้องมีโรงไฟฟ้าแบบ Direct PPA และแหล่งน้ำมาด้วย เพื่อไม่เป็นภาระในการจัดการไฟฟ้าและแหล่งน้ำมาให้บริการ
โดยทั้งสองเรื่องต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน นายกรัฐมนตรี จึงเห็นความจำเป็นที่จะดึงการบริหารงาน EEC กลับมาในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง
พร้อมยืนยันว่า การโยกย้ายครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีความเห็นต่างเรื่องการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเองเป็นผู้มีคำสั่งไม่ให้มีการแก้ไขสัญญาดังกล่าวเอง เพราะไม่คุ้มเสี่ยง