เลือกตั้งกทม.: "เท้ง-ธนาธร" ปลุกคนกรุงขอเสียงหนุน "ผู้ว่าฯกทม-สก." พรรคส้มยกทีม

ข่าวการเมือง Saturday June 20, 2026 16:42 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวในหัวข้อ "ประเทศไทยที่เราอยากเห็น กรุงเทพฯ ที่เราอยากให้เป็น" ในงานเมืองแคร์คน Policy Fest ที่อาคารอนาคตใหม่ว่า สนามการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร เป็นอีกหนึ่งความฝันใหญ่ของพรรคประชาชนตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ คือ การผลักดันการเมืองท้องถิ่นให้ก้าวหน้า ผลักดันวาระเมืองและการกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสนาม อบจ. สนามเทศบาล สนามอบต.หลายแห่งมีงบประมาณในมือไม่มาก บางแห่งมีแค่หลักสิบล้านบาท บางแห่งมีหลักร้อยล้านบาท เช่น อบจ.ลำพูน แต่งบประมาณจำกัดจำเขี่ยอำนาจไม่เต็มมือ แต่เรายังสามารถส่งมอบนโยบายให้กับประชาชนได้

การเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่แคร์คนมากกว่านี้ ลำพังแค่อำนาจผู้ว่าฯ อาจจะทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ทางเท้ามีกับระเบิด น้ำรอระบาย ไฟไม่สว่าง ขยะไม่ได้รับการจัดเก็บ เป็นปัญหาขั้นพื้นฐานที่ผู้ว่าฯ กทม.คนไหนในฐานะพ่อเมืองต้องเข้ามาแก้ไข แต่เรายังมีปัญหาใหญ่มากกว่านั้นที่บางทีมองไม่เห็นจับต้องไม่ได้แต่เรารู้สึกอยู่ทุกวัน

วันนี้กรุงเทพมหานครมีอำนาจในการตราข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าหรือไม่ รวมถึงการจัดการสัมปทานที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่เรื่องรถไฟฟ้าและโรงขยะอ่อนนุช และการจัดการงบประมาณที่ไม่โปร่งใส ผู้ว่าฯ กทม.แม้จะมีอำนาจเต็มมือในการจัดทำข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปีละแสนล้านบาท แต่สุดท้ายจะผ่านงบประมาณก็ต้องให้ สก.50 เขตเป็นผู้ผ่านข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถ้าเรายังเปลี่ยนการเมืองในสนามสภากรุงเทพมหานครไม่ได้หรือไม่ดีพอ หรือมีการต่อรองกับผู้ว่าฯ กทม.ว่าจะผ่านงบประมาณได้ แต่จะต้องมีผลประโยชน์ทับซ้อน เราจะเปลี่ยนงบประมาณกรุงเทพมหานครให้โปร่งใสจริง ๆ ได้อย่างไร งบประมาณลู่วิ่งหรือเครื่องออกกำลังกายที่มองไม่เห็น จะโปร่งใสได้ใช่หรือไม่ จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีพลังจากสภากรุงเทพมหานครในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

ที่ผ่านมาตนเองลงพื้นที่ช่วย สก.หาเสียงมากกว่า 20 เขต พ่อค้าแม่ค้าบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าค้าขายลำบาก เจอวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจฝืดเคือง และรีดรับส่วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ยอมรับว่าส่วยเทศกิจมีอยู่จริง เราจะปล่อยให้ระบบเหล่านี้กดขี่คนตัวเล็กตัวน้อยต่อไปใช่หรือไม่ หากอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทำให้ระบบราชการกรุงเทพมหานครมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ผู้ว่าฯ กทม.และทีมบริหารไม่กี่สิบคนดูแลสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตไหวใช่หรือไม่

ถ้าอยากได้การเปลี่ยนแปลงระดับเขต การเมืองที่โปร่งใส ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ ต้องให้ตัวแทนของประชาชนเข้าไปจัดการ การเมืองในสนามกรุงเทพมหานครที่เกิดปัญหา เพราะตัวแทนระดับเขตยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้อำนวยการเขต ที่ได้รับการแต่งตั้ง เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแลการทำงานของแต่ละฝ่าย หากผู้อำนวยการเขตไม่ได้ยึดโยงจากประชาชน จะมีคนที่ตั้งใจสอดส่องปัญหาเหล่านี้จริงหรือไม่ เราต้องยอมรับว่าการไต่เต้าในระบบราชการมีอยู่ทุกที่ ต้องมีค่าตำแหน่งค่าเก้าอี้ก็มาจากส่วยที่รีดไถประชาชน มันเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องโจมตีใคร

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ตนเองไม่อยากให้ไปเลือกด้วยความรู้สึกที่ว่าจะเลือกพ่อเมืองคนต่อไปเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร แต่อยากให้ออกไปเลือกผู้นำเมืองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ลำพังพ่อเมืองอย่างเดียวเปลี่ยนแปลงกรุงเทพมหานครไม่ได้ เพราะเมืองที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ ได้แก่

1.มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน อาสาเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

2.มีทีมบริหารมืออาชีพพร้อมเข้ามาทำงานตั้งแต่วันแรก หลังได้รับตำแหน่ง

3.มี สก.ในมือ เพื่อผลักดันวาระที่ก้าวหน้าผ่านสนามการเมืองท้องถิ่น

"หากให้โอกาสพรรคประชาชน ให้โอกาสนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาชน ทีมบริหารพรรคประชาชน และ สก.จากพรรคประชาชน 50 เขต เราจะเปลี่ยนได้ขนาดไหน เราจะเปลี่ยนให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้แค่ไหน" นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องใกล้ตัว หลายเรื่องไม่ใช่การเมืองระดับชาติ เรื่องท่อระบายน้ำในกรุงเทพฯ ใครเป็นนายกฯก็แก้ปัญหาไม่ได้ คนที่จะแก้ได้คือผู้ว่าฯ กทม. โดยเราต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน การจัดสรรงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้น 28 มิ.ย.นี้ เปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงาน เราต้องการความท้าทายที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ